เปิดกรุทำความรู้จัก Seiko MarineMaster MM300

0

นาฬิกาอีกรุ่นที่ถือว่ายอดฮิตและได้รับความนิยมจากแฟน Seiko ทั่วโลก ในวันนี้เรามาทำความรู้จักกัน Seiko MarineMaster MM300 หรือที่คนทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ MM300 กัน

Seiko MarineMaster MM300
เปิดกรุทำความรู้จัก Seiko MarineMaster MM300

เปิดกรุทำความรู้จัก Seiko MarineMaster MM300

  • Seiko MarineMaster MM300 เป็นนาฬิกาดำน้ำยอดนิยมและทำตลาดรุ่นแรกในรหัส SBDX001
  • นอกจากรุ่นธรรมดาแล้วยังมีทั้ง Special และ Limited Edition วางขาย
  • ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว และรอตัวแทนที่จะเข้ามาทำตลาด ซึ่งคาดว่าจะเป็นปลายปีนี้
- Advertisement -

สำหรับแฟนๆ ของ Seiko นาฬิกาดำน้ำที่ได้รับการยอมรับมีมากมายหลายรุ่นแต่ที่ถือว่ามีเอกลักษณ์

และถูกมองว่ามีความคุ้มค่าอย่างมาก คงหนีไม่พ้นเจ้า MM300 หรือ MarineMaster 300

ซึ่งในช่วงนี้จากการเปิดตัว Zimbe หมายเลข 7 ออกมาในตลาดบ้านเรา

บวกกับกระแสการเตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่ในปีหน้า ก็เลยทำให้ชื่อของ MM300 กลับมาเป็นที่สนใจและได้รับความนิยมกันมากขึ้นเรื่อย

และเพื่อให้แฟนๆ ของ Seiko ทั้งหลายได้รู้จักกับนาฬิการุ่นนี้ เราเลยขอนำเสนอผลผลิตจากตระกูล MM300 ของ Seiko ที่ถูกผลิตออกขายในตลาดนับตั้งแต่รุ่นแรกรวมถึงพวก Limited Edition ทั้งหลาย

เอาเข้าจริงๆ จุดเริ่มต้นที่ถือว่ามีความเกี่ยวพันกับ MM300 นั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี 1968 ซึ่งในปีนี้จะครบ 50 ปีพอดี เมื่อ Seiko เปิดตัวนาฬิกาดำน้ำที่สามารถใช้ในแบบ SAT หรือ Saturation ได้ จนเป็นที่มาของรุ่น 6215-7000 ในปี 1967 และกลายมาเป็น 6159-7001 ที่มากับตัวเรือน Monocase ที่สามารถกันน้ำได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 300 เมตร โดยถือเป็นต้นกำเนิดของ MM300 ในอีก 32 ปีต่อมา

SBDX001 : ในช่วงปี 2000 ทาง Seiko ต้องการฟื้นฟูไลน์อัพในกลุ่มของนาฬิกาดำน้ำของพวกเขา ที่นอกจากจะต้องนำเสนอในแง่ของความเป็น Tool สำหรับการใช้งานอย่างเต็มที่แล้ว ยังจะต้องมีกลิ่นของการเป็นนาฬิกาที่สามารถใช้งานได้ทุกวันด้วย นั่นก็เลยเป็นการนำแนวคิดเดิมของ 2 นาฬิกาดำน้ำแบบตัวเรือน Monocase อย่าง 6215-7000 และ 6159-7001 กลับมาอีกครั้ง

ตัวเรือนที่ขึ้นรูปแบบชิ้นเดียวหรือ Monocase ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง แต่คราวนี้กลไกที่ถูกจัดวางแทนที่จะเป็น Hi-Beat เหมือนกับรุ่นปู่ ทาง Seiko เลือกใช้รหัส 8L35 ซึ่งเดินด้วยความถี่ในระดับ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และสำรองพลังงานได้ 50 ชั่วโมงมาใช้ โดยกลไกชุดนี้เป็นเวอร์ชันที่ยังไม่ผ่านการขัดแต่งของกลไก 9S55 ของ Grand Seiko สำหรับใช้ทำตลาดนาฬิกาที่มีระดับตลาดต่ำกว่า

ด้วยการผลิตและการประกอบที่ยอดเยี่ยม รวมถึงกลไกที่มีความเที่ยงตรงสูงถึงขนาดใกล้เคียงกับกลไกที่ผ่านการทดสอบจนได้มาตรฐาน Chronometer จาก C.O.S.C. บวกกับตัวเรือนที่มีเอกลักษณ์และระดับการกันน้ำในช่วง 300 เมตร เลยทำให้ SBDX001 ถูกนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งจากสวิสส์ที่มีชื่อชั้นเหนือกว่าอย่าง Rolex Submariner และ Omega Seamaster Pro300 วึ่งนักวิจารณ์ส่วนใหญ่เทคะแนนให้กับความคุ้มค่าที่มีอยู่ใน SBDX001 แม้ว่าจะติดอยู่เรื่องเดียวคือ การที่กระจกหน้าปัดยังเป็นแบบ Hardlex ไม่ใช่ Sapphire ขณะที่ค่าตัวของ SBDX001 ถูกกว่าคู่แข่งหลายช่วงตัวเลยทีเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว ในบ้านเรา นาฬิการุ่นนี้ถือเป็นของหายาก และทาง Seiko ในยุคที่ญี่ปุ่นยังไม่เข้ามาทำตลาด ก็มีการนำเข้ามาจำหน่ายเหมือนกันกับส่วนลดบางๆ เพียง 15% โดยร้านค้าตามเว็บไม่มีให้เห็น จะต้องผ่านทางเคาน์เตอร์เท่านั้น และต้องรีบให้ไว เพราะของลงเมื่อไร เป็นอันเกลี้ยงแผงทุกที ยังจำได้ถึงบรรยากาศที่โดนเซลส์กดดันกลายๆ ตอนที่กำลังยืนลังเลว่าจะเอาดีไหมได้เป็นอย่างดี

-SBDX003 : เรียกว่าเป็น The Grail ของ Seiko เรือนหนึ่ง โดยผลิตออกมาในช่วงฉลองโอกาสพิเศษเมื่อปี 2000 ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ ด้วยการนำนาฬิการุ่นหลักในประวัติศาสตร์มา Re-Production อีกครั้งโดยมีทั้งหมด 7 รุ่น และมีขายในช่วงสั้นๆ โดยรุ่นนี้เน้นการดีไซน์ที่คล้ายกับตัวนาฬิการุ่นดั้งเดิมอย่าง 6159-7001 บนหน้าปัดไม่มีคำว่า MarineMaster มีแต่ตัวเลขการกันน้ำ 300 เมตร ผลิตเพียง 500 เรือน และด้านหลังมีการสลักคำว่า Seiko Historical Collection The Year 2000

-SLA011 : ผลิตออกมา 300 เรื่อนเพื่อตลาดเมืองไทยโดยเฉพาะ เปิดตัวในปี 2013 โดยเกิดขึ้นมาในยุคที่ Seiko มักจะชอบออก Limited Editionโดยอ้างอิงสเป็กของตัวนาฬิกามาจาก SDBX011 เช่นเดียวกับกลไก 8L35 แต่มีการเปลี่ยนชุดเข็มใหม่ โดยเข็มนาทีดูคล้ายกับ Tuna Can และเข็มชั่วโมงคล้ายกับ Sumo แต่ด้านหลังไม่ได้มีการสลักจำนวนเรือนที่ผลิต พร้อมเปิดราคาที่ 73,230 บาท โดยก่อนยุคที่จะมีเฟซบุ๊คของกลุ่ม SMT นั้น ต้องบอกว่านี่คือจุดด่างของ MM300 เพราะมักจะถูกมองข้ามเสมอ แถมราคาขายต่อมือ 2 ก็ต่ำแบบสุดๆ ถึงขนาดเคยมีขึ้นด้วยเลข 3 มาแล้วก็มี แต่หลังจากที่มีแฟน Seiko หน้าใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้ดีมานด์ที่มีต่อนาฬิกาเรือนนี้ขยับขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้าย ราคาก็อัพขึ้นไปและกลายเป็นของหายากสำหรับแฟนๆ ไปซะงั้น

-SBDX012 : เมื่อเข้าสู่ปี 2015 ซึ่งถือว่าเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปีของการผลิตนาฬิกาดำน้ำของ Seiko ถือเป็นช่วงเวลาในการผลิตนาฬิการุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดมากมาย ตัว Tuna 50th Anniversary ก็รุ่นหนึ่งละ แล้วอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจคือ SBDX012 ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็น Rare Item ที่ค่าตัวทะลุเกินราคาตามป้ายไปแล้ว เรียกว่าต้องกำสัก 110,000-120,000 บาท กันเลยทีเดียว

ในแง่ของสเป็กไม่ต้องพูดถึง เพราะใช้ร่วมกับ SBDX001 แต่ปรับเปลี่ยนให้มีความพิเศษในสไตล์ดำทองและปลายเข็มวินาทีสีแดงที่ดูคล้ายกับรุ่น 6159-7001 ที่เปิดตัวในปี 1968 โดยทั้งหมดมีการผลิตออกสู่ตลาดเพียง 1,000 เรือนเท่านั้น ส่วนบ้านเรามีเข้ามาขายตามราคาป้าย 90,000 กว่าบาท และก็หมดอย่างรวดเร็ว

SBDX017 : ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2015 ขณะที่ความสนใจต่อ MM300 มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทางด้าน Seiko เองก็สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ด้วยการประกาศปรับปรุงไลน์อัพของนาฬิการุ่นนี้พร้อมกับเปิดตัวรุ่น SBDX017 ที่เป็นตัวแทนของ SBDX001 ออกมา แต่สุดท้ายแล้วดูเหมือนว่าจะทำเอาแฟนๆ ผิดหวังกันในระดับหนึ่งเลย

อย่างแรกเป็นการปรับโฉมแบบที่ไม่ได้สัมผัสด้วยตาเปล่าเพื่อเห็นความแตกต่าง เพราะส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่การใช้เทคนิค DiaShield ในการเคลือบตัวเรือนเพื่อให้มีความทนทานต่อการขูดขีดมากขึ้น รวมถึงการปรับความสว่างของพรายน้ำให้ดีขึ้น และที่สำคัญคือ การมีโลโก้ตัว X ของ Prospex โผล่มาที่หน้าตัดของเม็ดมะยม ซึ่งตรงนี้ทำให้แฟนๆ หลายคนถึงกับเคือง เพราะดูเหมือนว่าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบตรงนี้สักเท่าไร

SLA015 : ตลาดยุโรปถือเป็นอีกแห่งที่มีคนชื่นชอบ Seiko MM300 และพวกเขาจัดการเปิดตัวรุ่นพิเศษผลิตเพียง 200 เรือนออกมาขายในรหัส SLA015 ด้วยการเปลี่ยนสีฟ้าปัดเป็นแบบฟ้าเทอร์คอยซ์ และชุดเข็มนาที-ชั่วโมงทรงใหม่ ส่วนเข็มวินาทีทรงเดิมแต่เปลี่ยนสีเป็นออกแนว Rose Gold โดยในชุดนอกจากสายยางแล้วยังมีแถมตัวจิ้มเปลี่ยนสายมาให้ด้วย พร้อมกล่องพิเศษกับราคา 2,300 ยูโร

SLA013J1 : ในปี 2017 หลังจากที่คลอดแคมเปญ Save the sea ออกมาได้ไม่นาน ทาง Seiko เปิดตัวเวอร์ขัน Zimbe ตามออกมาด้วย และในเจนเนอเรชั่นที่ 2 ของคอลเล็กชั่นนี้คือ MM300 หน้าสีฟ้าเทอร์คอยซ์ที่มีชื่อว่า SLA013J1 ตัวนาฬิกาอ้างอิงพื้นฐานของ MM300 รุ่นพิเศษ SLA015 ของยุโรป

โดดเด่นด้วยหน้าปัดเวฟแพทเทิร์นสีไลฟ์บลู แถมยังดูล้ำสมัยด้วยการผลิตแบบตัวเรือนชิ้นเดียว (One-piece structure) เพื่อปกป้องแก๊สฮีเลี่ยมเข้าไปในตัวเรือนในขณะที่ทำงานอยู่ใน Chamber หรือ Tank ใต้ท้องทะเล อีกทั้งยังมีคาร์ลิเบอร์ 8L35 ที่มีทั้งคุณภาพความอึด จึงมีความเที่ยงตรงสูง ที่สำคัญยังสำรองพลังงานที่ยาวนานได้ถึง 50 ชั่วโมง และผลิตออกมาเพียง 222 เรือนเท่านั้นโดยที่มีราคา 89,000 บาท พร้อมกันนั้นทาง Seiko Thailand ยังนำเรือนแรกของคอลเล็กชั่นนี้ออกมาประมูลผ่านทาง FB Live และจบที่ค่าตัวราวๆ 120,000 บาท ซในช่วงแรกยอดขายของ SLA013J1 ค่อนข้างอืดและยังมีของให้เห็นอยู่พอประมาณ แต่ปัจจุบันกลายเป็นของหายากไปแล้ว และราคาก็ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

SBDX021 / SLA019J : Seiko มีวิธีที่ทำตลาดค่อนข้างเป็นรูปแบบอย่างชัดเจน ซึ่งพักหลังๆ พวกเขาชอบเปิดตัวนาฬิกดารุ่นใหม่ในแบบ Special หรือ Limited Edition ออกมาก่อนที่รุ่นมาตรฐานจะวางขายในตลาด และหลังจากที่มีเว็บในญี่ปุ่นอย่าง Seiyajapan.com ยืนยันว่า SBDX017 ได้ยุติการผลิตแล้วเมื่อประมาณต้นปี 2018 ทาง Seiko เองก็มีการเปิดตัวผลผลิตใหม่ที่ชื่อว่า SBDX021 ออกมาให้เห็น โดยระบุว่าเป็น Limited Edition สำหรับขายในญี่ปุ่นโดยมีจำหน่าย 1,968 เรือน

สิ่งที่น่าสนใจคือ SBDX021 มาพร้อมกับขนาดและหน้าตาที่คล้ายกับ MM300 แต่เปลี่ยนรายละเอียดบางจุด ดังนั้นก็เลยถูกมองว่าน่าจะเป็นตัวแทนอย่างแน่นอน โดยจุดที่เปลี่ยนไปมีทั้งกระจกที่หันมาใช้ Sapphire บนหน้าปัดไม่มีคำว่า MarineMaster อีกต่อไป และมีการเปลี่ยนมาร์คเกอร์ตรงตำแหน่ง 12 นาฬิกาบนขอบ Bezel และใช้เซรามิกในการผลิต Bezel Ring พร้อมกับแต้มสารเรืองแสงตั้งแต่ตำแหน่ง 0-20 ส่วนกลไกก็ยังเหมือนเดิม คือ 8L35 เช่นเดียวกับขนาดตัวเรือนในระดับ 44 มิลลิเมตร และความกว้างขาสาย 20 มิลลิเมตร

สำหรับรุ่นนี้ในตลาดโลก รวมถึงเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงรหัสเรียกขานมาเป็น SLA019 และตั้งราคาเอาไว้ที่ 118,000 บาท

-SLA027 : ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์เหมือนกัน เพราะปกติแล้ว Zimbe Collection จะไม่มีนาฬิกาที่ซ้ำรุ่นถูกส่งเข้ามาทำตลาด แต่สำหรับ MM300 นี่คือข้อยกเว้น เพราะต่อจากรุ่นที่ 2 พวกเขามาซ้ำเอาในรุ่นที่ 7 อีกครั้ง พร้อมจำนวนการผลิต 428 เรือน โดยเปิดตัวเฉพาะในเมืองไทย และได้รับความสนใจอย่างมาก

ในรุ่นนี้มีการเปลี่ยนแปลงหน้าตาหลายจุดโดยเฉพาะหน้าปัด ตัวเรือนที่มีการสลักลวดลายฉลามวาฬที่เป็นโลโก้ของคอลเล็กชั่นนี้ และชุดเข็มชั่วโมง-นาที ส่วนเข็มวินาทีทรงเดิม แต่เปลี่ยนสี โดยที่กลไกยังเป็น 8L35 เหมือนเดิม สำหรับราคาขายในเมืองไทยอยู่ที่ 96,600 บาท