Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition ครั้งแรกกับตัวเรือน Sapphire

0
- Advertisement -

จากแนวคิดของ Dream Project ที่เปิดตัวในปี 2018 ได้นำไปสู่การนำวัสดุใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตตัวเรือนนาฬิกา และจนถึงตอนนี้ Casio G-SHOCK ประสบความสำเร็จในการนำ Sapphire มาใช้ในการผลิตตัวเรือนนาฬิกากับ Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition โดยใช้พื้นฐานและดีไซน์ของ MR-G บนตัวเรือนทรงเหลี่ยมที่ได้รับอิทธิพลจาก DW-5000C ที่เปิดตัวในปี 1983 และผลิตเพียง 20 เรือนเท่านั้น

Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition G-SHOCK ที่แพงที่สุด

Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition ครั้งแรกกับตัวเรือน Sapphire

  • อีกผลผลิตจาก Dream Project ที่ถูกประกาศออกมาเมื่อปี 2018 สู่การผลิตจริงบนตัวเรือน Sapphire

  • ใช้พื้นฐานและดีไซน์ของ MR-G บนตัวเรือนทรงเหลี่ยมที่ได้รับอิทธิพลจาก DW-5000C ที่เปิดตัวในปี 1983

  • ตัวเรือนผลิตจาก Sapphire สีน้ำเงินบนโครงสร้างตัวเรือนแบบ Multi-Guard Structure และผลิตเพียง 20 เรือนเท่านั้น

ที่ผ่านมาเราได้เห็นทาง Casio G-SHOCK นำเสนอเรื่องราวของวัสดุแบบใหม่ๆ ที่ถูกนำมาใช้ในนาฬิการุ่น Flagship ของพวกเขาอย่าง MR-G ซึ่งที่ผ่านมา อาจจะฟังดูแล้วธรรมดาไปเลย เมื่อมาเจอกับผลผลิตใหม่ล่าสุดคือ Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition ซึ่งทางแบรนด์ได้ขยายขอบเขตของการนำวัสดุอย่าง Sapphire มาใช้ในการผลิตตัวเรือน และได้ผลลัพธ์ที่ลงตัวเช่นเดียวกับค่าตัวที่แพงในระดับ 11 ล้านเยน และการเป็นเจ้าของต้องลงชื่อเพื่อสุ่มจับผู้โชคดีเท่านั้น โดยจะมีเพียง 20 เรือนทั่วโลก

Casio G-SHOCK MRG-D5000 หน้าปัดลายอิฐสีน้ำเงิน โลโก้ทองคำ 24K MR-G MRG-D5000 Blue Sapphire สายยาง DuraSoft ลายอิฐ Casio G-SHOCK MRG-D5000 ขอบตัวเรือน Sapphire สีน้ำเงิน
MRG-D5000 Blue Sapphire ดีไซน์ทรงเหลี่ยม DW-5000C MRG-D5000 ฝาหลังไทเทเนียมฝังแซฟไฟร์ สลักหมายเลข 20 เรือน

Dream Project จุดเริ่มต้นของ G-SHOCK Sapphire

จะว่าไปแล้ว Casio G-SHOCK MRG-D5000 คืออีกผลผลิตของพวกเขาจากโครงการ Dream Project ที่ริเริ่มในปี 2018 โดย Kikuo Ibe ผู้สร้าง G-SHOCK พวกเขาประกาศเปิดตัว “G-D5000” ซึ่งใช้ทองคำแท้ในทุกส่วน ตั้งแต่ตัวเรือน ขอบหน้าปัด สายนาฬิกา และสกรู และสร้างโครงสร้างกันกระแทกแบบใหม่

Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition ตัวเรือนแซฟไฟร์สีน้ำเงิน

จากนั้นในปี 2023 การเปิดตัวนาฬิกาเรือนจริงของโครงการนี้จึงเริ่มขึ้นกับรหัส G-D001 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมออกแบบของ Casio G-SHOCK กับ AI โดยตัวเรือนและสายมีการผลิตจากทองคำ 18K เป็นนาฬิกาที่ผลิตเพียงเรือนเดียว หรือ One-Off ก่อนที่จะถูกประมูลไปเมื่อวันที่ 9-10 ธันวาคม 2023 ในงานที่จัดโดย Phillips และว่ากันว่าจบการประมูลไปในราคา 400,050 เหรียญสหรัฐฯ และรายได้ทั้งหมดจากการประมูลนาฬิกาเรือนนี้ถูกมอบให้กับองค์กรการกุศล The Nature Conservancy เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ดังนั้น ค่าตัว 11 ล้านเยนของ Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition น่าจะทำให้ขึ้นแท่นในการเป็นนาฬิกาของ Casio G-SHOCK ที่แพงที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยผลิตออกมาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่องทางปกติ

Blue Rose Project กว่า 8 ปีสู่ MRG-D5000

กลับมาที่เรื่องของการพัฒนา จริงๆ แล้ว ในปี 2018 ที่พวกเขาเผยเรื่องของ Dream Project ออกมานั้น มีอีกเรื่องที่อยู่ในแผนงานเพียงแต่ยังเป็นโครงการไม่มีสิ่งที่จับต้องเป็นรูปธรรม โดย Casio G-SHOCK ประกาศการพัฒนา Sapphire เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตตัวเรือนนาฬิกาที่งาน Basel World ปีเดียวกันนั้น แม้หลังจากนั้น Ibe จะออกจากทีมพัฒนาไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงสานต่อความพยายามในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ โดยตั้งชื่อโครงการนี้ว่า “Blue Rose Project” และยังคงทำการวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโครงสร้างที่ทนต่อแรงกระแทกโดยใช้ Sapphire เพื่อให้ MR-G สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ระหว่างทางงานวิจัยนี้ยังกลายเป็นที่มาของโครงสร้าง Multi-Guard Structure ที่ถูกนำไปใช้กับตัวเรือนไทเทเนียมของ MRG-B5000 ในปี 2022 ก่อน และต้องใช้เวลานานราว 8 ปีนับจากปี 2018 ในการขึ้นไลน์ผลิตจริง จนมาปรากฏตัวเป็นรูปร่างใน MRG-D5000 ปี 2026

Multi-Guard Structure ตัวเรือน Sapphire แบบไร้สกรู

สำหรับ Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition จะมากับโครงสร้างแบบ Multi-Guard Structure ซึ่งแบ่งรายละเอียดบนกรอบตัวเรือนออกเป็นหลายส่วน เช่น กรอบตัวเรือนและขอบตัวเรือนจะถูกแยกออกจากกัน จากเดิมที่ถูกหล่อเป็นชิ้นเดียวกัน โดยชิ้นส่วนตัวเรือนผลิตจาก Sapphire สีน้ำเงินที่ผ่านกระบวนการผลิตนานหลายเดือน และคัดเลือกเฉพาะส่วนที่มีความหนาแน่นของสีและความใสที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น จนได้นาฬิกาที่มีสีน้ำเงินสวยงาม

สิ่งที่ท้าทายคือ Sapphire เป็นวัสดุที่แปรรูปและผลิตเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ได้ยากมาก แต่ทีมวิจัยและพัฒนาของ MR-G ได้สร้างชิ้นส่วนที่มีรูปทรงที่ทนต่อการบิ่น และได้โครงสร้างที่แข็งแรงโดยการกำจัดรายละเอียดต่างๆ เช่น รูสกรูที่อาจทำให้เกิดรอยแตกออกไป และใช้โครงสร้างใหม่สำหรับ Sapphire ผ่านกระบวนการประกอบโดยใช้ข้อต่อและไม่ต้องใช้สกรู คล้ายกับการต่อไม้แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ดีไซน์ DW-5000C และขนาดตัวเรือน MRG-D5000

ตัวนาฬิกาใช้ดีไซน์ของรุ่นคลาสสิคอย่าง DW-5000C ที่ถือเป็นนาฬิกาเรือนแรกของ Casio G-SHOCK ที่ถูกผลิตออกสู่ตลาดในปี 1983 ตัวเรือนมีขนาด 43.2 มิลลิเมตรสำหรับเส้นผ่านศูนย์กลาง และ 51.1 มิลลิเมตรสำหรับ Lug to Lug และหนา 16.5 มิลลิเมตร น้ำหนัก 121 กรัม นาฬิกามาพร้อมกับสายยาง DuraSoft ลายอิฐ พร้อมกับบานพับที่ผลิตจากไทเทเนียม ฝาหลังผลิตจากไทเทเนียม Grade 5 ฝัง Sapphire สีน้ำเงินเหมือนกับตัวเรือน แต่ไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดของกลไกที่อยู่ด้านใน และจะมีการสลักเรือนที่ผลิตจากจำนวนการผลิตทั้งหมด 20 เรือนเอาไว้

หน้าปัดสืบทอดลวดลายอิฐอันเป็นเอกลักษณ์จาก G-SHOCK รุ่นดั้งเดิม พร้อมด้วยผิวเคลือบสีน้ำเงินแบบ Vapor Deposition ที่สวยงาม ทองคำบริสุทธิ์ (24 กะรัต) ถูกใช้สำหรับโลโก้ MR-G ที่ด้านบนของหน้าปัด รวมถึงตัวอักษร SHOCK RESIST

MRG-D5000 Blue Sapphire โครงสร้าง Multi-Guard Structure แบบไร้สกรู

ระบบ Gallium Tough Solar และฟังก์ชันของ MRG-D5000

ขณะที่ระบบภายในมาพร้อม Gallium Tough Solar ที่ช่วยเพิ่มความทนทานและประสิทธิภาพการชาร์จภายใต้แสงจ้า พร้อมระบบรับสัญญาณวิทยุปรับเวลาอัตโนมัติ โดยมีฟังก์ชั่นในการทำงานครบครัน ทั้ง Worldtime ที่บอกเวลา 38 เมืองจาก 38 เขตเวลาทั่วโลก การตั้งปลุก การจับเวลาเดินหน้า และถอยหลัง พร้อมระบบโซลาร์ในการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นไฟฟ้า โดยเมื่อชาร์จจนเต็ม และนาฬิกาอยู่ในโหมด Power Saving จะสามารถอยู่ได้นานโดยไม่ต้องโดนแสงถึง 22 เดือน แต่ถ้าเป็นการใช้งานตามปกตินำออกมาสวมใส่ และโดนแสงบ้างก็จะอยู่ราวๆ 11 เดือนขึ้นอยู่กับการใช้งาน และความสามารถในการกันน้ำ 200 เมตร

ราคา Casio G-SHOCK MRG-D5000 และวิธีลงชื่อสุ่มซื้อ

Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition มีผลิตเพียง 20 เรือนทั่วโลก โดยญี่ปุ่นได้รับโควตาเพียง 1 เรือน และมีรายงานว่าสหรัฐฯ ได้ 6 เรือน และอย่างที่บอกใครอยากได้ต้องลงชื่อเพื่อสุ่มจับรางวัล โดยจะเปิดให้รับลงชื่อตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคมนี้ โดยทางออนไลน์คนที่จะเข้าลงชื่อได้ต้องมี Casio ID ก่อน และต้องเป็นผู้พักอาศัยในญี่ปุ่น โดยจะประกาศผลทางอีเมลกลางเดือนพฤศจิกายน และใครอยากเห็นเรือนจริง ต้องบินไปที่ญี่ปุ่น เพราะจะมีการนำจัดแสดง 2 ช่วง คือ 2-12 ตุลาคมที่ Store ใน Shibuya และ 16-25 ตุลาคมที่ Store ใน Osaka พร้อมผลงานศิลปะของ Mariko Mori ศิลปินร่วมสมัยที่สร้างขึ้นเพื่อรุ่นนี้ ส่วนราคาก็ 11 ล้านเยน เริ่มวางจำหน่าย 1 ธันวาคม 2026 ขณะที่ในสหรัฐฯ ตั้งราคาไว้ 80,000 ดอลลาร์ หรือแพงราว 8 เท่าของ Rolex Submariner รุ่นไม่มีวันที่ ผ่านการลงทะเบียนแสดงความสนใจกับ Blue Rose Concierge

MRG-D5000, MRG-B5000SA-2 และ GMW-B5000SB ต่างกันอย่างไร

MRG-D5000 คือรุ่นท็อปของชุด Blue Sapphire ที่เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่น โดยอีก 2 รุ่นที่เข้าถึงง่ายกว่ามีรายละเอียดดังนี้

  • MRG-B5000SA-2 : รุ่นฉลองครบรอบ 30 ปี MR-G ตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบ AIP สีน้ำเงิน ประดับBlue Sapphire เจียระไนขนาด 2 กะรัต 2 เม็ดที่ด้านบนและล่างของตัวเรือน รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ผลิต 500 เรือน ราคา 880,000 เยน (สหรัฐฯ 6,600 ดอลลาร์) วางขาย 5 ธันวาคม 2026
  • GMW-B5000SB : G-SHOCK Full Metal ทรงเหลี่ยม ประดับ Blue Sapphire 4 เม็ดที่ด้านหน้าขอบตัวเรือน ตัดกับผิวขัดเงาและผิวเส้น ราคา 110,000 เยน (สหรัฐฯ 770 ดอลลาร์) วางขาย 7 พฤศจิกายน 2026 และเป็นรุ่นที่มีโอกาสหาซื้อได้ง่ายที่สุดในชุดนี้

ขณะที่ MRG-D5000 คือรุ่นเดียวที่ใช้ Sapphire เป็นโครงสร้างหลักของขอบและตัวเรือน

มุมมอง ANA-DIGI ต่อ Casio G-SHOCK MRG-D5000

สำหรับเรา MRG-D5000 คือการพิสูจน์ว่า G-SHOCK สามารถนำวัสดุที่เปราะอย่าง Sapphire มาทำนาฬิกากันกระแทกได้จริง ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่ราคา แต่อยู่ที่โครงสร้างไร้สกรูที่ใช้เวลาพัฒนาหลายปี และน่าจะต่อยอดไปสู่รุ่นที่เข้าถึงง่ายขึ้นในอนาคต

รายละเอียดทางเทคนิค : Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition

  • ขนาดตัวเรือน : 43.2 x 51.1 x 16.5 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 121 กรัม
  • วัสดุตัวเรือน : Sapphire สีน้ำเงิน โครงสร้าง Multi-Guard Structure แบบไร้สกรู
  • หน้าปัด : สเตนเลสสตีลลายอิฐ เคลือบสีน้ำเงินแบบ Vapor Deposition โลโก้ทองคำ 24K
  • ฝาหลัง : ไทเทเนียม Grade 5 ฝัง Sapphire สลักหมายเลข 01/20 – 20/20
  • สาย : ยาง DuraSoft พร้อมบานพับไทเทเนียม
  • ระบบ : Gallium Tough Solar พร้อมรับสัญญาณวิทยุ
  • ฟังก์ชัน : World Time 38 เมือง, จับเวลา 1/100 วินาที, ตั้งเวลาถอยหลัง 24 ชั่วโมง, ปลุก 5 ชุด, ไฟ LED, ปฏิทินอัตโนมัติ
  • พลังงานสำรอง : ประมาณ 11 เดือน / 22 เดือนในโหมดประหยัดพลังงาน
  • การกันน้ำ : 200 เมตร
  • จำนวนผลิต : 20 เรือนทั่วโลก
  • ราคา : 11,000,000 เยน (US$80,000)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Casio G-SHOCK MRG-D5000

Casio G-SHOCK MRG-D5000 ราคาเท่าไหร่?
ราคาในญี่ปุ่น 11 ล้านเยน (รวมภาษี) และในสหรัฐฯ 80,000 ดอลลาร์

MRG-D5000 ผลิตกี่เรือน?
ผลิตจำกัด 20 เรือนทั่วโลก แต่ละเรือนสลักหมายเลข 01/20 ถึง 20/20 ที่ฝาหลัง โดยญี่ปุ่นมีเพียง 1 เรือน และสหรัฐฯ ราว 6 เรือน

ซื้อ MRG-D5000 ได้อย่างไร?
ในญี่ปุ่นต้องลงชื่อสุ่มผ่าน Casio ID ระหว่าง 1-31 ตุลาคม 2026 และต้องเป็นผู้พักอาศัยในญี่ปุ่น ส่วนสหรัฐฯ ลงทะเบียนผ่าน Blue Rose Concierge

MRG-D5000 เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ไหม?
ไม่ได้ รุ่นนี้ใช้ระบบรับสัญญาณวิทยุปรับเวลา หากต้องการการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนต้องเป็นรุ่น MRG-B5000SA-2

มีรุ่น G-SHOCK Sapphire ที่ราคาเข้าถึงง่ายกว่าไหม?
มี คือ GMW-B5000SB ราคา 110,000 เยน ประดับ Blue Sapphire 4 เม็ด วางขาย 7 พฤศจิกายน 2026

G-SHOCK Sapphire MRG-D5000 จาก Blue Rose Project

Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire มุมด้านหน้า Casio G-SHOCK MRG-D5000 Blue Sapphire Limited Edition 20 เรือน ราคา 11 ล้านเยน