Casio G-Shock GA400WG-7ADR : รับหน้าร้อนด้วยความสดใส

0
422

มาเร็วกว่าที่คิด สำหรับคอลเล็กชั่นใหม่ของ G-Shock ที่ชื่อว่า WG และแน่นอนว่างานนี้มีโดนกันไปตามระเบียบ เพียงแต่ดันไม่ใช่เป้าที่มองเอาไว้ตั้งแต่แรก

Casio G-Shock GA400WG-7ADR : รับหน้าร้อนด้วยความสดใส
Casio G-Shock GA400WG-7ADR : รับหน้าร้อนด้วยความสดใส

Casio G-Shock GA400WG-7ADR : รับหน้าร้อนด้วยความสดใส

- Advertisement -

เดี๋ยวนี้โลกมันแคบอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะจำได้ว่าเพิ่งจะเขียนข่าวการเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่อย่าง WG ที่กำลังจะวางขายในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นออกไปได้เพียงไม่ถึงสัปดาห์ ผมก็มีเจ้า Casio G-Shock GA400WG-7ADR ติดมือกลับมาบ้านหลังจากที่ดันไปเดินโฉบเล่นที่เคาน์เตอร์ของ Casio แถว The Mall บางกะปิ และเรียกว่าเป็นการโดนในแบบไม่ตั้งใจจะให้โดนเลย

เรื่องของเรื่องคือ ผมกำลังเล็งเจ้า GA110LP-3DR ที่เป็น Military Edition สีใหม่ในแบบ Two-Tone และมาพร้อมกับสายแบบใหม่ที่มีการเจาะรูระบายอากาศ ซึ่งผมพยายามควานหาตามหน้าเว็บและ FB แล้ว ยังไม่เห็นมีใครเอามาขายสักที เลยจำต้องเดินไปที่เคาน์เตอร์พร้อมทำใจกับส่วนลดแค่ 15% เท่านั้น

แต่เมื่อไปถึงดันเจอเข้ากับ WG หรือ WhitexLight Blue และถึงกับอึ้งในความสวยและความขาวแบบสุดๆสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายกระทันหันมาโดนเจ้าคอลเล็กชั่นนี้จนได้

อย่างที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ในคอลเล็กชั่นนี้มีทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน AWG-M100SWG-7AJFAWG-M510SWG-7AJFGA-110WG-7AJFGA-400WG-7AJF และ GA-500WG-7AJF แต่เฉพาะในญี่ปุ่น ส่วนตลาดโลกจะมีแค่ 3 รุ่นหลังเท่านั้น แม้แต่ในประเทศที่มีเสารับสัญญาณวิทยุก็ไม่มีรุ่น Multiband6 ขาย มีเฉพาะตัวธรรมดาในตระกูล GA ล้วนๆ

ก่อนที่จะไปถึงเรื่องอื่น ผมขอถามคุณสักหน่อยว่า เคยตัดสินใจซื้อนาฬิกาสักเรือน ด้วยเหตุผลที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้กันบ้างหรือเปล่า ? ผมเป็นนะ หลายครั้งด้วย และก็รวมถึงครั้งนี้ เพราะแรกเริ่มหลังจากที่ตกลงปลงใจกับ WG Collection แล้ว ในใจก็คิดจะสอยรุ่น GA110 แต่สุดท้ายเวลายิ่งยืด และยืนดูไปดูมา กลับไปลงที่ GA400 ด้วย 2 เหตุผลด้วยกัน

อย่างแรก ผมไม่ต้องการมีกรุ G-Shock เยอะเหมือนเมื่อก่อน และคงจะเลือกเอารุ่นละเรือน ซึ่งโควตาของ GA110 ไปลงที่ LP Collection แล้ว ส่วนอีกข้อที่สำคัญสุดคือ ปุ่มหมุนตรง 3 นาฬิกาของรุ่น GA400 กลายเป็นสีสันที่แปลกและแตกต่างกว่ารุ่นอื่นกับสีเขียวอ่อนอมเหลือง ซึ่งทำให้ดูแล้วสะดุดตาเอามากๆ และนี่กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ GA400 ลอยมาติดข้อมือผมกลับบ้าน

ผมกับเจ้า GA400 ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่เพิ่งจะมาเจอกัน แต่เราเคยรู้จักกันมาแล้วสมัยที่มันออกมาใหม่ๆ และผมจัดการสอยเจ้าเทคนิคคัลเลอร์สีส้ม-ฟ้ามาอยู่ในมือด้วยความหวังที่ว่ามันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยกับตอนที่ GA110  เปิดตัวใหม่ๆ ซึ่งเจ้าสีส้ม-เหลือง HyperColour ราคาหลุดไปไกล แต่สุดท้ายมันก็ไม่เป็นจริงกับ GA400 และทำให้ต้องปล่อยให้กับน้องที่ทำงานไปด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ไม่เหมาะกับวัย’

เอาเถอะนั่นมันเรื่องในอดีต อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่านาฬิกาตระกูลนี้เป็นอีกรุ่นที่ Casio ทำการบ้านมาดี และออกแบบได้อย่างสวยสะดุดตา โดยเฉพาะลูกเล่นอย่างปุ่มตรง 3 นาฬิกาที่ดูเหมือนกับเม็ดมะยม และทำให้การเล่นกับฟังก์ชั่นของ Casio ไม่ได้มีแค่ 4 ปุ่มในตำแหน่ง 2-4-8-10 อีกต่อไป

นอกจากนั้นในแง่ความถึก นาฬิการุ่นนี้ก็เหมือนกับหลายๆ รุ่น และยังสามารถทนต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามมาตรฐาน ISO764 เหมือนกับ GA110 ส่วนฟังก์ชั่นที่มีก็เหมือนกับ G-Shock ส่วนใหญ่ คือ Worldtime เลือกเวลาได้ 31 เขตเวลาจาก 48 เมือง ตั้งปลุกต่อวันได้ 5 ครั้งและมีระบบ Snooze สำหรับคนขี้เซา การจับเวลาละเอียดในส่วน 1/100 วินาที แต่ก็ไม่ได้ละเอียดเหมือนกับ GA110 ที่จับได้ 1/1000 วินาที และก็มีการแบ่งรูปแบบการจับเวลาเป็นทั้งจับเวลาต่อรอบ และจับเวลาเป็นช่วงๆ ซึ่งในจุดนี้จะแสดงผลผ่านทางหน้าจอดิจิตอล

ส่วนวงกลมที่เป็นหน้าปัดย่อยตรง 9 นาฬิกานั้นมีสำหรับการแสดงให้เห็น Countdown Timer ซึ่งสามารถจับเวลาถอยหลังได้สูงสุด 60 นาที และต้องบอกก่อนนะครับว่าอย่าตกใจที่เวลาคุณตั้ง H-Set แล้ว และมีการปรับเข็มของวงย่อยนี้ให้มาอยู่ในตำแหน่ง 12 นาฬิกาตามคู่มือ แต่หลังจากกดให้กลับมาทำงาน เข็มดันขยับตัวไม่อยู่ในตำแหน่งตั้งตรง นั่นเป็นเพราะว่ามันจะชี้ไปตามจำนวนนาทีที่คุณเซ็ตให้เป็นการจับเวลาถอยหลังอยู่เสมอ ถ้าดูแล้วมันเบี้ยวๆ กวนใจ แล้วคุณก็ไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้อย่างจริงจัง ก็จัดการปรับเซ็ตการจับเวลาถอยหลังให้มาอยู่ที่ 60 นาที ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เข็มตั้งตรงที่สุดแทนก็แล้วกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างชอบในตัว GA400 คือ ลูกเล่นของมันอย่างปุ่มกดที่เป็นเหมือนกับทางลัดหรือ Shortcut เข้าสู่โหมดการจับเวลาถอยหลัง เรียกว่าคุณกดได้ตรงนี้เพื่อให้นาฬิกาทำงานได้เลย ไม่ต้องมานั่งไล่กดปุ่มที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกาจาก Timekeeping มาที่โหมดจับเวลาถอยหลัง ซึ่งต้องกดทั้งหมด 4 ครั้ง
ส่วนปุ่มหมุนตรง 9 นาฬิกานั้น ข้อที่ควรระวังคือ ห้ามดึง เพราะมันไม่ใช่เม็ดมะยม แต่เป็นการหมุนเพื่อเข้าสู่เมนูย่อยๆ ในแต่ละ Mode เช่น เมื่อคุณอยู่ในโหมด Alarm การหมุนปุ่มนี้จะทำให้คุณเปลี่ยนจาก Alarm-1 ไปเป็น 2-3-4-5 ตามลำดับ หรือใช้เลือกเมืองเมื่ออยู่ในโหมด Worldtime

นอกจากนั้น Casio ยังใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับมีความสำคัญ นั่นคือ เข็มดันเดินมาอยู่ในมุมที่บังหน้าจอดิจิตอลในขณะที่คุณกำลังจะต้องจับเวลาหรือทำอะไร ตรงนี้มีโฆมด Hand Move ที่ทำให้คุณสามารถขยับเข็มที่บังออกไปได้ ด้วยการกดปุ่ม 2 และ 8 นาฬิกาพร้อมกันจนกระทั่งมีคำว่า HANDS กระพริบขึ้นมา และเมื่อเลิกใช้ก็กดปุ่มเดิมค้างเอาไว้จนกระทั่งคำว่า HANDS หายไป

ในแง่ของหน้าตาและการให้สีในคอลเล็กชั่น WG นั้น ต้องบอกว่านี่คือความสวยงามแต่ใช้งานลำบากมาก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า สีขาวเป็นสีปราบเซียน เพราะความสกปรกที่เกิดขึ้นง่าย และความเหลืองเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ แต่ก็เป็นสีที่สวยและถ้าจับคู่สีในการสร้างความโดดเด่นนั้นก็จะทำได้ง่ายน และการเลือกเอาสีฟ้าเทอร์คอยซ์ และเขียวอ่อนมาผสมผสานกัน บนตัวเรือนถือว่าทำได้ดีและลงตัวอย่างมาก

ขณะที่ตัวเรือที่มากับไซส์ 51.9 มิลลิเมตรสำหรับเส้นผ่าศูนย์กลาง และ 55 มิลลิเมตรสำหรับ Lug-to-Lug และหนาถึง 18 มิลลิเมตร อาจจะดูแล้วไม่เหมาะในเชิงตัวเลขกับข้อมือที่ต่ำกว่า 7 นิ้ว แต่ในเชิงปฏิบัติจริง แฟนๆ ของ G-Shock ไม่เคยหวั่นกับการใส่นาฬิกาแบบ Oversize อยู่แล้ว
กับค่าตัวในระดับ 5,400 บาทตามป้ายที่วางขายอยู่ในเคาน์เตอร์ถือว่าเป็นปกติสำหรับนาฬิกา Street Fashion ในตระกูล GA แต่เราก็เชื่อว่าถ้าคุณเป็นแฟนของ G-Shock อยู่แล้ว ราคาหลังหักส่วนลด 15% อาจจะไม่มีแรงเชิญชวนมากพอที่จะทำให้คุณเสียเงิน เพราะช่องทางอื่นๆ ที่มีส่วนลดมากกว่านี้มีอยู่มากมาย โดนเฉพาะในโลกออนไลน์

แต่สุดท้ายผมก็ซื้อ เพราะอย่างน้อยเท่าที่ไล่เช็คดูยังไม่มีใครวางขาย เอาเป็นว่าจ่ายก่อนหล่อก่อน แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด ถ้าสั่งพวกออนไลน์ต้องมาส่งที่บ้าน โอกาสที่จะโดนตรวจสอบโดยคนที่มีอำนาจสูงสุดภายในบ้านมีสูงมาก ดังนั้น ต่อให้จ่ายแพงกว่านี้ แต่ไม่ต้องส่งมาที่บ้าน ยังไงผมก็ต้องยอม…หรือว่าไม่จริงคุณพ่อบ้านทั้งหลาย

คุณสมัติของ : Casio G-Shock GA400WG-7ADR

  • เส้นผ่าศูนย์กลาง : 51.9 มิลลิเมตร
  • Lug-to-Lug : 55 มิลลิเมตร
  • ความหนา : 18.3 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 70 กรัม
  • กระจก : Mineral Glass
  • ตัวเรือนและสาย : เรซิน
  • กลไก : 5398 Module แบบเข็มและดิจิตอล
  • ความเที่ยงตรง : +/-15 วินาทีต่อเดือน
  • ข้อดี : สวย ราคาไม่แรง ลูกเล่นมีพอประมาณ
  • ข้อเสีย : สีขาว ดูแลยาก ไฟแบบ LED ที่ดูแล้วหลอนๆ

ANA-DIGI FACEBOOK Comments

Facebook Comments Sync