ในงาน Siam Paragon Watch & Jewelry Expo 2022 ทาง Seiko ได้นำนาฬิกาหลากรุ่นใหม่สำหรับตลาดเมืองไทยมาเปิดตัวให้แฟนๆ ได้สัมผัสกันอย่างเต็มที่ และนี่คือ ไฮไลท์ที่ถ้าคุณเดินไปที่บู๊ธของ Seiko เมื่อไร จะได้มีโอกาสเห็นนาฬิกาใหม่เหล่านี้อย่างแน่นอน

5 นาฬิกาใหม่จาก Seiko ใน Siam Paragon Watch & Jewelry Expo 2022
สำหรับแฟนๆ Seiko ในประเทศไทย ต้องบอกว่าช่วงกลางปีนี้เตรียมงบฯญ ของพวกท่านเอาไว้ให้ดี เพราะในงาน Siam Paragon Watch & Jewelry Expo 2022 ทางแบรนด์ได้นำนาฬิกาหลากรุ่นใหม่มาเปิดตัวให้สัมผัสกันอย่างมากมาย และนี่คือผลผลิตใหม่ที่เปิดตัวในช่วงกลางปีนี้และคุณไม่น่าที่จะพลาดในการสัมผัส
-
Seiko Prospex Save the Ocean Glacier
บทพิสูจน์แห่งความแข็งแกร่งของนาฬิกาดำน้ำ 3 รุ่นใหม่จาก Seiko Prospex (ไซโก พรอสเป็กซ์) ที่จะพาคุณย้อนกลับสู่ประวัติศาสตร์แห่งความท้าทายบนดินแดนแห่งธารน้ำแข็งขั้วโลก กับการออกแบบที่สืบทอดต่อกันมาดั่งมรดก พร้อมกับหน้าปัดที่ถูกสร้างสารรค์ให้มีรายละเอียดบนพื้นผิวที่สวยงาม และสีสันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธารน้ำแข็ง
ชื่อเสียงของนาฬิกาดำน้ำประวัติศาสตร์จาก Seiko ในแง่ของความทนทานและความไว้วางใจในการใช้งานนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 เมื่อได้รับความไว้วางใจถูกเลือกนำไปใช้งานโดยนักผจญภัยและนักวิจัยที่มีภารกิจในการสำรวจขั้วโลกเหนือและใต้
ในปี 2022 ครั้งนี้ Seiko ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่จากคอลเลคชั่นนาฬิกาดำน้ำที่ถูกสร้างสรรค์และตีความใหม่ให้มีความสวยงามและมีดีไซน์ที่โมเดิร์นขึ้นโดยเปิดตัวนาฬิการุ่นดังในอดีตทั้ง 3 รุ่นของไซโกอีกครั้ง ภายใต้คอนเซปต์การออกแบบที่มาพร้อมกับแรงบันดาลใจจาก ธารน้ำแข็งขั้วโลก ที่นักบุกเบิกเหล่านี้ได้พบเห็นซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ก่อเกิดขึ้นเป็นรูปทรงและมีพื้นผิวที่สวยงามจนเป็นทิวทัศน์ทางบกและทางทะเลที่น่าตื่นตาตื่นใจของทวีปอาร์กติก และแอนตาร์กติกา
โดยเฉพาะสำหรับหน้าปัดของนาฬิกาแต่ละเรือน ที่จะมีเฉดสีที่แตกต่างกันของธารน้ำแข็งและแสงเงาที่กระทบ โดยเริ่มจากสีน้ำเงินเข้มไปจนถึงสีขาว
1965 Diver’s Modern Re-interpretation: SPB297
แรงบันดาลใจจากนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของ Seiko ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1965
พลังและความสวยงามของธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกถูกจำลองและนำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบผ่านทางลวดลายที่ถูกถอดแบบจากพื้นผิวของผาน้ำแข็งอยู่บนหน้าปัดสีน้ำเงิน โดยนาฬิการุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงจากนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของ Seiko ที่เปิดตัวในปี 1965 และได้รับการพิสูจน์จากคนทั่วโลกถึงความทนทานเมื่อถูกใช้งานโดยสมาชิกของนักสำรวจขั้วโลกใต้ของญี่ปุ่น (Japanese Antarctic Research Expedition) ในช่วงระหว่างปี 1966-1969
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
1968 Diver’s Modern Re-interpretation: SPB299
การกลับมาเยือนอีกครั้งในปี 1968 พร้อมกับหน้าปัดทูโทนของสีไอซ์บลู
หน้าปัดสีฟ้าอ่อนและขอบตัวเรือนที่มาพร้อมกับสีน้ำเงินที่มีโทนเข้มกว่า ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นบนตัวเรือนนาฬิกาดำน้ำที่ถูกสร้างสรรค์และตีความใหม่ให้มีความสวยและทันสมัยโดยอ้างอิงจากนาฬิกาดำน้ำที่เปิดตัวในปี 1968 ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของไซโกที่มีความสามารถในการกันน้ำ 300 เมตร พร้อมกลไกที่มีความถี่ในระดับ 10 ครั้งต่อวินาที

![]() |
![]() |
Seiko ใน Siam Paragon Watch & Jewelry Expo 2022
1970 Diver’s Modern Re-interpretation: SPB301
รังสรรค์ใหม่จากนาฬิกาเรือนดั้งเดิมที่ถูกสวมใส่โดยสุดยอดนักผจญภัยชาวญี่ปุ่น Naomi Uemura (นาโอมิ อุเอมูระ) ในช่วง 1970
หน้าปัดสีขาวได้ถูกนำมาใช้ในนาฬิการุ่นพิเศษที่มีรูปทรงอันโดดเด่นจากพื้นผิวของภูเขาน้ำแข็งที่เกาะตัวเป็นทิวแถวกำแพงอันสวยงาม โดยนาฬิการุ่นนี้เป็นผลงานที่ถูกสร้างสรรค์โดยได้รับอิทธิพลจากนาฬิกาสุดคลาสสิคในปี 1970 ซึ่งได้รับการพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งและทนทานจากการถูกสวมใส่โดยนักผจญภัยชาวญี่ปุ่นอย่าง Naomi Uemura (นาโอมิ อุเอมูระ) ในระหว่างปี 1974-1976 นักผจญภัยผู้ซึ่งเดินทางด้วยตัวคนเดียวพร้อมด้วยการใช้เพียงสุนัขลากเลื่อนเพื่อข้ามทวีปจากกรีนแลนด์ไปยังอลาสก้าจนเป็นตำนานอันโด่งดังในญี่ปุ่น

![]() |
![]() |
นาฬิกาทั้ง 3 เรือนนี้ได้รับการขับเคลื่อนด้วยกลไกที่มีความทนทานและมั่นใจได้อย่าง 6R35 ซึ่งมีพลังงานสำรองมากถึง 70 ชั่วโมง และยังมีความสามารถในการกันน้ำได้ถึง 200 เมตร มาพร้อมกับสายสตีลที่มีบานพับที่มีระบบล็อกอย่างแน่นหนาและมีข้อต่อขยายเพื่อรองรับกับการสวมใส่ทับลงบนชุดดำน้ำ ตัวเรือนได้รับการเคลือบแข็งแบบ Super-Hard Coating และตัวกระจกเป็นแบบแซฟไฟร์ที่มีการเคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน
เพื่อให้ความมั่นใจว่าคุณจะสามารถมองเห็นรายละเอียดบนหน้าปัดได้อย่างชัดเจนและคมชัดไม่ว่าจะมองจากในมุมใดของนาฬิกาเมื่อคาดอยู่บนข้อมือ และบนหลักชั่วโมงทั้ง 12 ตำแหน่ง เช่นเดียวกับบนชุดเข็มจะมีการเคลือบสารสะท้อนแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) ซึ่งจะส่องสว่างในระดับสูงสุดเมื่ออยู่ในที่มืดหรือที่แสงน้อย
Seiko Save the Ocean : Glacier (ไซโก เซฟ ดิ โอเชี่ยน กราเซียร์) อยู่ภายใต้คอลเลกชั่นหลักอย่าง Prospex โดยแคมเปญนี้เป็นแคมเปญที่ Seiko นำรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการจำหน่ายนาฬิกาเข้ามาสนับสนุนการทำงานขององค์กรการกุศลเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำที่ทาง Seiko ได้คัดเลือก โดยนาฬิกาทั้ง 3 เรือนนี้จะวางจำหน่ายในประเทศไทย ในเดือนกรกฏาคม 2022 ที่บูติกของ Seiko เซ็นทรัลแกรนด์ พระราม9, ไซโก บูติกออนไลน์ และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
สำหรับรายละเอียดของโครงงาน Save the ocean สามารถคลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ข้อมูลทางเทคนิค : Seiko Prospex Save the Ocean Special Editions
- 1965 Diver’s Modern Re-interpretation: SPB297 (ราคา 52,000)
- 1968 Diver’s Modern Re-interpretation: SPB299 (ราคา 52,000)
- 1970 Diver’s Modern Re-interpretation: SPB301 (ราคา 56,000)
- กลไก : 6R35
- ระบบการเดิน : อัตโนมัติ
- ความถี่ : 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 ครั้งต่อวินาที)
- พลังงานสำรอง: 70 ชั่วโมง
- จำนวนทับทิม : 24 เม็ด
รายละเอียดทางเทคนิค
- ตัวเรือนและสายผลิตจากสเตนเลสสตีลเคลือบแข็งแบบ Super-Hard Coating
- กระจก Sapphire ทรงโค้ง และเคลือบสารกันการสะท้อนแสง
- เม็ดมะยมและฝาหลังแบบหมุนเกลียว
- เคลือบสารเรืองแสงลูมิไบร์ทที่หลักชั่วโมงและเข็ม
- การกันน้ำ : 200 เมตร
- การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
- เส้นผ่านศูนย์กลาง 40.5 มิลลิเมตร ความหนา : 13.2 มิลลิเมตร (SPB297)
- เส้นผ่านศูนย์กลาง 42.0 มิลลิเมตร ความหนา : 12.5 มิลลิเมตร (SPB299)
- เส้นผ่านศูนย์กลาง 42.7 มิลลิเมตร ความหนา : 13.2 มิลลิเมตร (SPB301)
- สายแบบสเตนเลสสตีล พร้อมบานพับแบบ 3 ทบและปุ่มกดคลายล็อก ตัวล็อกมีความแน่นหนา และมีบานพับสำหรับขยายขนาดสาย
มรดกแห่ง King Seiko จากปี 1965 ที่ถูกสืบทอดจนถึงปัจจุบัน
หาก Grand Seiko คือตัวแทนแห่งความสำเร็จจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Seiko ก่อนที่จะแยกตัวออกมาเป็นอิสระ King Seiko (คิงส์ ไซโก) เองนั้นก็เปรียบดั่งต้นกำเนิดของแบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นแบรนด์นี้เช่นกัน ประวัติศาสตร์ King Seiko เรือนแรกนั้นได้ถูกเปิดตัวในปี 1961 โดยตามหลัง Grand Seiko เพียงหนึ่งปี โดยอีกเพียง 4 ปีให้หลัง ‘King Seiko KSK’ ซีรีส์สองก็เผยโฉมสู่สายตาชาวโลก
โดยถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนด้วยระบบไขลาน พร้อมทับทิม 25 เม็ด และที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์คือการออกแบบที่เน้นเหลี่ยมมุมของตัวเรือนในรูปลักษ์ที่ดูร่วมสมัย ทำให้ King Seiko KSK นั้นขึ้นแท่นกลายเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและประสบความสำเร็จอย่างมากในเวลานั้น
ซึ่งนั่นเกิดจากความตั้งใจของ Kintaro Hattori ผู้ก่อตั้งแบรนด์เองที่อยากพัฒนาแบรนด์ให้ก้าวหน้า โดยพลักดันให้เกิดการแข่งขันกันเองภายในองค์กร และแยกเป็นสองโรงงานหลักคือ Suwa Seikosha ซึ่งผลิต Grand Seiko และโรงงาน Daini Seikosha ผลิต King Seiko โดยทั้งสองแบรนด์ยังคงพัฒนามาจนต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
การถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่อีกครั้งจาก King Seiko KSK รุ่นปี 1965
ในปี 1965 หรือ 4 ปีหลังจากที่ King Seiko เรือนแรกได้ถือกำเนิดขึ้น นาฬิกาเจนเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า King Seiko KSK (คิงส์ ไซโก เคเอสเค) ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นและมาพร้อมกับการออกแบบที่ได้รับการยอมรับว่ามีลักษณะที่เด่นชัดและมีความคลาสสิคตลอดกาล
ตัวเรือนได้รับการออกแบบให้มีเหลี่ยมมุมที่เฉียบคมเช่นเดียวกับประสิทธิภาพการใช้งานในระดับสูง ดังนั้น การนำองค์ประกอบที่โดดเด่นของ King Seiko KSK จากปี 1965 กลับมาสร้างสรรค์ใหม่ นับเป็นการดึงทุกรายละเอียดที่มีในตัวเรือนจากนาฬิการุ่นเดิมที่ให้มาอยู่ในนาฬิกา
รุ่นใหม่เรือนพิเศษนี้ จุดดึงดูดของรุ่นใหม่ Limited Edition นี้เพิ่มความโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเงินแชมเปญ พร้อมชุดเข็มและหลักชั่วโมงสีทอง ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสง่างามบนรูปแบบดั้งเดิมที่เคยประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับอย่างล้นหลาม และแม้ว่าตัวนาฬิกาจะมาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติ แต่ก็ยังมีความเพรียวบางเหมือนกับรุ่นดั้งเดิมด้วยกลไกรุ่น 6L35 ที่ทรงพลังแต่มีขนาดที่เล็ก
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
การออกแบบที่คงความดั้งเดิม ผนวกเทคโนโลยีที่ทันสมัย
นาฬิการุ่นใหม่เป็นการผสมผสานระหว่างหน้าปัดแบบเรียบ หลักชั่วโมงทรงเหลี่ยมตัด และเข็มนาฬิกาที่เป็นรูปทรงปลายแหลม สะท้อนให้เห็นถึงการรักษาเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมของการออกแบบอันเป็นอัตลักษ์เฉพาะตัวของนาฬิการุ่นปี 1965 ขาสายถูกออกแบบให้มีทรงปลายแหลมเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิม พร้อมรูปทรงที่มีความแบนราบและกว้าง เหลี่ยมมุมที่เกิดขึ้นบนตัวเรือนมีความเฉียบคมอันเป็นผลมาจากการขัดตัวเรือนด้วยกรรมวิธีซารัสซึ (Zaratsu)
ที่เป็นเอกสิทธิ์ของ Seiko ที่ให้ภาพสะท้อนไม่ผิดเพี้ยนราวกับกระจก กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง (Boxed-Shaped) ได้รับการเคลือบสารป้องกันการสะท้อนแสงที่พื้นผิวด้านใน ช่วยยกระดับความคมชัดในการมองเห็นและอ่านค่าที่อยู่บนหน้าปัด ตัวเรือนได้รับการปกป้องจากรอยขูดขีดด้วยกรรมวิธีเคลือบที่เรียกว่า Super-Hard Coating ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของพื้นผิวและเพิ่มความทนทานต่อรอยขูดขีด
ฝาหลังนาฬิกาสลักชื่อของ King Seiko พร้อมกับโล่สัญลักษณ์ที่มีรูปทรงแบบเดียวกับรุ่นดั้งเดิม ชื่อของ Seiko และเครื่องหมาย W ที่ปรากฏอยู่บนเม็ดมะยมนั้นเป็นการบ่งบอกถึงความสามารถในการกันน้ำหรือ Water proof ขณะที่หัวเข็มขัดล็อกสายได้รับการออกแบบใหม่แต่ยังคงรูปแบบและดีไซน์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างคลาสสิก โดยผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 1,700 เรือนทั่วโลกเท่านั้น
King Seiko KSK รุ่นใหม่ ภายใต้รหัส SJE087 จะเริ่มวางจำหน่ายแบบ Exclusive ที่งานพารากอน 1 กรกฎาคม 2022 นี้ โซน M ชั้น Main Hall 2 โดยมีจำหน่ายเพียง 35 เรือนในประเทศไทยเท่านั้น
ข้อมูลทางเทคนิค King Seiko KSK: SJE087
- กลไก : 6L35
- ความถี่ : 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (8 ครั้งต่อวินาที)
- พลังงานสำรอง : 45 ชั่วโมง
- จำนวนทับทิม : 26 เม็ด
รายละเอียดเพิ่มเติม
- ตัวเรือนผลิตจากสแตนเลสสตีลเคลือบด้วยกรรมวิธี Super-Hard Coating
- กระจกแซฟไฟร์พร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสง
- ฝาหลังแบบขันเกลียว
- เส้นผ่านศูนย์กลาง : 38.1 มิลลิเมตร หนา : 11.4 มิลลิเมตร
- การกันน้ำ : 5 บาร์
- ความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m
- สายหนังจระเข้
- ราคา: 123,000 บาท
- จำนวนการผลิต : 1,700 เรือน
Seiko Astron GPS Solar
ที่สุดแห่งความเที่ยงตรงและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนพร้อมรูปทรงใหม่ที่ได้รับการสร้างสรรค์เพื่อคนรุ่นใหม่
Astron GPS Solar (แอสตรอน จีพีเอส โซล่า) ยังคงความเที่ยงตรงและเปี่ยมด้วยประโยชน์ใช้สอยที่ยังไม่มีนาฬิกาเรือนไหนสามารถทำได้ในฐานะนาฬิกาคู่ใจสำหรับการเดินทางข้ามเขตเวลา ต้องขอบคุณกลไก GPS ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครรวมถึงประสิทธิภาพของการทำงานในระดับสูง ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว
ตัวกลไกจะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย GPS และทำการปรับเวลาให้สอดคล้องกับความเที่ยงตรงของนาฬิกาอะตอม และตามโซนเวลาที่นักเดินทางไปถึง ขณะที่ยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่องและยาวนานด้วยพลังงานที่ได้รับจากแสงเพียงอย่างเดียว ในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี GPS ของ Astron ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งการทำงานได้รับการยกระดับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ในกลไกรุ่นล่าสุดอย่าง คาลิเบอร์ 5X53 Dual-Time นอกจากจะมีความเที่ยงตรงในระดับสูงสุดแล้ว ยังมีประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน และง่ายต่อการใช้งาน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาที่มีความยอดเยี่ยมพร้อมเทคโนโลยีระดับสูง
ในปี 2022 นี้ Seiko ได้เพิ่มนาฬิการุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับการออกแบบที่สวยงามและทันสมัยเช่นเดียวกับเทคโนโลยี GPS Solar ที่มีอยู่ในนาฬิกาเรือนนี้ ตัวเรือนได้รับการผลิตจากไทเทเนียมทั้งเรือนและมาพร้อมกับโครงสร้างของรูปทรงที่เน้นให้มีมิติด้วยเหลี่ยมมุม ซึ่งมีความสวยโดดเด่นทันสมัยเช่นเดียวกับการขัดแต่งอย่างประณีตอยู่บนตัวเรือน
นาฬิกาซีรีส์ใหม่นี้มาพร้อมกับหน้าปัดน้ำเงิน และจะเริ่มจำหน่าย ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 เป็นต้นไป
*ผู้สวมใส่จะต้องทำการเปลี่ยนด้วยตัวเองหากมีการเดินทางข้ามภูมิภาค เขตเวลา หรือ DST เพียงกดปุ่ม
นาฬิกาซีรีส์ใหม่นี้ ตัวเรือนและสายผลิตจากไทเทเนียมที่ได้รับการเคลือบแข็ง (Hard-Coating) เพื่อให้มีความทนทานต่อการขีดข่วนได้ดีขึ้น ความโดดเด่นของวัสดุประเภทนี้ที่มีน้ำหนักเบาประกอบกับตัวเรือนที่ถูกออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำเมื่อวางตัวอยู่บนข้อมือ
ทำให้เกิดความสะดวกสบายเวลาที่สวมใส่ ขอบตัวเรือนผลิตจากกระจกแซฟไฟร์ และได้รับการออกแบบให้มีความแคบเพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถกวาดสายตาไปยังหน้าปัดได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนที่ทำให้ตัวนาฬิกาดูเป็นประกาย หลักชั่วโมงถูกจัดวางอย่างลงตัวและอยู่เหนือพื้นผิวของหน้าปัด โดยแต่ละหลักชั่วโมงถูกขัดแต่งบนเส้นสายที่มีความเฉียบคม
โดยทั้งหมดรวมถึงชุดเข็มชั่วโมงและนาทีได้รับการเคลือบสารเรืองแสงลูมิไบร์ท (Lumibrite) ที่ช่วยยกระดับความสว่างในการมองเห็นแม้ว่าจะอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีแสงน้อย กระจกเป็นแบบแซฟไฟร์ที่ได้รับการเคลือบสารกันการสะท้อนแสงเพื่อให้อ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนและสะดวกไม่ว่าจะมองจากมุมไหน
กลไกคาลิเบอร์ 5X53 มาพร้อมฟังก์ชั่นแสดง 2 เขตเวลาพร้อมกับมาตรวัดบอกช่วงเวลากลางวันกลางคืน (AM/PM Indicator) และการปรับชดเชยช่วงเวลาออมแสง หรือ DST โดยอัตโนมัติ
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
นาฬิกา Astron ได้รับการติดตั้งกลไกแบบ GPS Solar ที่มีความทันสมัยสูงสุดและบางเฉียบที่สุดของ Seiko นั่นคือ กลไกคาลิเบอร์ 5X53 Dual-Time เมื่อผู้สวมใส่ต้องการปรับเวลาให้เข้ากับเขตเวลาที่อยู่ สิ่งที่ต้องทำคือ แค่กดปุ่มเดียวบนตัวนาฬิกา จากนั้นชุดเข็มก็จะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นในกลไกรุ่นก่อนๆ
เพื่อปรับเวลาให้สอดคล้องกับเขตเวลานั้นๆ และจะปรับเวลาโดยอัตโนมัติถ้าตอนนั้นมีการชดเชยเวลาในช่วงที่มีการใช้ช่วงเวลาออมแสงหรือ (Daylight Saving Time)**
นอกจากนั้น ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนการแสดงเวลาหลักจากเมืองที่เดินทางจากมา (Home Time) มาเป็นเมืองที่เดินทางมาถึง (Local Time) หรือเปลี่ยนกลับในแบบเดียวกันได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น คาลิเบอร์ 5X53 ยังเชื่อมต่อกับเครือข่าย GPS ถึง 2 ครั้งต่อวันเพื่อรักษาความเที่ยงตรงของเวลาให้อยู่ในระดับสูงสุดไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก***
**เมื่อการปรับเปลี่ยนเวลาเสร็จสมบูรณ์ นาฬิกาจะแสดงเวลาของเมืองที่เดินทางมาถึงพร้อมกับการชดเชยช่วงเวลาออมแสง หรือ DST (ยกเว้นในกรณีที่มีผู้สวมใส่ปรับเวลาใหม่ด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านระบบ GPS)
ข้อมูลทางเทคนิค : Seiko Astron GPS Solar SSH109J
รายละเอียด
- ตัวเรือนไทเทเนียมและสายพร้อมเคลือบ ซูเปอร์-ฮาร์ด โค้ตติ้ง
- บานพับแบบทบ 3 ชั้นพร้อมการปรับที่สะดวกและง่ายดาย โดยมาพร้อมปุ่มกดคลายล็อก
- กระจกแบบ Sapphire พร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสง
- ขนาดตัวเรือน : 42.7 มิลลิเมตร และหนา 12.2 มิลลิเมตร
- การกันน้ำ : 10 บาร์
- การกันสนามแม่เหล็ก : 4,800 A/m)
รายละเอียดทางเทคนิค
- กลไกคาลิเบอร์ 5X53
- รักษาเวลาและปรับเปลี่ยนเวลาเมื่อมีการเปลี่ยนไทม์โซนเวลาด้วยสัญญาณ GPS
- แสดง 2 เขตเวลาพร้อมกับมาตรวัดบอกช่วงเวลากลางวันกลางคืน (AM/PM Indicator)
- ระบบปฏิทินร้อยปี ปรับอัตโนมัติจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2100
- ปรับชดเชยเวลาออมแสง หรือ DST โดยอัตโนมัติ
- ปรับเปลี่ยนเวลาตามเขตโซนเวลาได้อย่างรวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อน
- ฟังก์ชั่นปรับเปลี่ยนเวลา
- การแสดงผลของการรับสัญญาณ
- ฟังก์ชั่นปรับเวลาตามเขตเวลา (39 เขตเวลา)
- ฟังก์ชั่นประหยัดพลังงาน
- ความแม่นยำ: +/-15 วินาที ต่อเดือน (โดยไม่ได้รับสัญญาณ จีพีเอส และอยู่ในอุณหภูมิระหว่าง 5 องศาเซลเซียส กับ 35 องศาเซลเซียส)
- ราคา 103,900 บาท
Seiko 5 Sports (ไซโก ไฟว์ สปอร์ต) ขยายทางเลือกใหม่รองรับนักเดินทางด้วยรุ่น GMT
เมื่อคุณสมบัติแห่งความแข็งแรงทนทานของ Seiko 5 Sports ได้ถูกผสมผสานเข้ากับฟังก์ชั่นแสดงเวลาที่ 2 หรือ GMT จนเกิดเป็นความสะดวกสบายในการใช้งานได้อย่างลงตัว
นับจากการเปิดตัว Seiko 5 ในปี 1968 นาฬิกาจักรกลที่อยู่ในคอลเล็กชั่น Seiko 5 Sports ก็มีนิยามเดียวกับคำว่าความทนทานและได้รับความไว้วางใจในการใช้งานมาโดยตลอด จนเมื่อเข้าสู่ปี 2019 มีการนำชื่อนี้กลับมาเปิดตัวใหม่อีกครั้ง ในชื่อ Seiko 5 sports
โดยเพิ่มพลังแห่งการขับเคลื่อนที่มีความทันสมัยลงไปในนาฬิการุ่นใหม่ และวันนี้ คอลเล็กชั่นนี้ของ Seiko 5 sports ได้ขยายขอบเขตในการตอบสนองต่อการใช้งานอีกครั้ง และถือเป็นครั้งแรกที่มีการวางกลไกที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นบอกเวลาที่ 2 เพิ่มเข้ามาในคอลเลกชั่นนี้ โดยกลไกชุดนี้ได้รับการต่อยอดและพัฒนามาจากกลไกอัตโนมัติในตระกูล 4R ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความทนทานและประสิทธิภาพในการทำงาน คอลเล็กชั่นใหม่ของ Seiko 5 Sports แบบ GMT จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 รุ่นย่อย และมาพร้อมกับขนาดตัวเรือนที่หนาขึ้นจากรุ่นก่อนเพียงแค่ 0.1 มิลลิเมตรเท่านั้น
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
การออกแบบเพื่อนักเดินทางตัวจริง
นาฬิกาทั้ง 3 รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับหน้าปัดที่มีสีสันแตกต่างกันไป ซึ่งก็คือ ดำ น้ำเงิน และส้ม เพื่อให้ความมั่นใจว่าคุณจะสามารถอ่านค่าเวลาได้อย่างแม่นยำ จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้สีที่แตกต่างเพื่อสร้างความโดดเด่น ดังนั้น ในรุ่นหน้าปัดดำและน้ำเงิน มาพร้อมเข็ม GMT เป็นสีแดง
ส่วนรุ่นหน้าปัดส้ม เข็ม GMT จะเป็นสีดำ นอกจากนี้เข็ม GMT ยังได้รับการเคลือบสารเรืองแสงเช่นเดียวกับชุดเข็มแสดงเวลาและหลักชั่วโมง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการอ่านเวลาขณะที่อยู่ในที่มืดหรือพื้นที่ซึ่งมีแสงน้อย ยิ่งไปกว่านั้น ฟังก์ชั่นแสดงเวลาที่ 2 หรือ GMT ยังถูกออกแบบให้ใช้งานอย่างสะดวกสบาย
สามารถใช้ร่วมกับขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ซึ่งประดับสเกล 24 ชั่วโมง ที่แบ่งออกเป็น 2 สีเพื่อแสดงช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ตัวเลขและเครื่องหมายบนวงแหวนของขอบตัวเรือนผลิตจากวัสดุที่ขึ้นชื่อในเรื่องความทนทานและความแวววาวของ Seiko อย่างกระจก Hardlex ซึ่งวัสดุนี้ก็มีการนำมาใช้ในการผลิตกระจกหน้าปัดของนาฬิกาที่อยู่ในคอลเล็กชั่น Seiko 5 Sports ด้วย
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จในอดีต
การออกแบบตัวเรือนและหน้าปัดของนาฬิกาเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาสปอร์ตรุ่นดังในอดีตของ Seiko ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วโลก และเป็นที่รู้จักของแฟนๆ ไซโก ในชื่อ SKX (เอส เค เอกซ์) Series โดยสายโลหะของนาฬิการุ่นใหม่เป็นสายแบบ 5 ข้อแบบที่ได้รับการออกแบบใหม่ โดยมีลูกเล่นที่ข้อสายกลางได้รับขัดเงาเพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่างจากข้อสายฝั่งซ้ายและขวา ให้ความรู้สึกถึงสัมผัสที่แข็งแกร่ง
นาฬิกาทั้ง 3 รุ่น เป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชั่น Seiko 5 Sports และจะวางจำหน่ายที่บูติกของ Seiko , เคาท์เตอร์ไซโก ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022นี้เป็นต้นไป
ข้อมูลทางเทคนิค Seiko 5 Sports GMT SKX Sports Style (SSK001, SSK003, SSK005)
- GMT series กลไก : 4R34
- ความถี่ : 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (6 ครั้งต่อวินาที)
- พลังงานสำรอง : 41 ชั่วโมง
- จำนวนทับทิม : 24 เม็ด
รายละเอียดทางเทคนิค
- ตัวเรือนและสายผลิตจากสแตนเลสสตีล
- บานพับสายแบบพับ 3 ทบ พร้อมปุ่มกดปลดล็อก
- กระจกแบบ Hardlex
- ฝาหลังแบบใสมองเห็นกลไกที่อยู่ข้างใน
- เส้นผ่านศูนย์กลาง : 42.5 มิลลิเมตร ความหนา : 13.6 มิลลิเมตร
- การกันน้ำ : 10 บาร์
- ราคา: 19,000 บาท
Seiko Presage Craftsmanship Series Urushi Dial Limited Edition SPB295J
มนต์เสน่ห์ความงามแห่งคานาซาวะที่ถูกนำมาผสมผสาน เข้ากับหน้าปัดสีเขียวเข้มด้วยเทคนิคขั้นสูงของการเคลือบแลคเกอร์แบบ Urushi (อุรุชิ)
Kanazawa (คานาซาวะ) คือ เมืองที่ Isshu Tamura (อิสชู ทามูระ) ศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการเคลือบแล็คเกอร์บนชิ้นงานกระเบื้องเคลือบ Kanazawa Urushi (คานาซาวะ อุรุชิ) อาศัยอยู่ ด้วยการคิดค้นเทคนิคในการทำงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและด้วยนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดของ Seiko คุณทามูระได้ถ่ายทอดความงดงามของฤดูร้อนในคานาซาวะและพื้นที่ในแถบ Hokuriku (โฮคุริคุ) ไว้บนชิ้นงานนี้
หน้าปัดแบบอุรุชิสีเขียวชวนให้นึกถึงความเขียวชอุ่มของพื้นที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ และเข็มนาฬิกาสีทองสะท้อนถึงแสงอาทิตย์สีทองที่ส่องทะลุผ่านต้นไม้ โดยนาฬิกาเรือนนี้ได้รับการติดตั้งกลไก 6R24 ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชั่นแสดงวันที่ วันประจำสัปดาห์ และเข็มแสดงระดับพลังงานของกลไกที่มีการเคลื่อนที่กวาดไปในแนวที่เหมือนกับการคลี่ของพัดญี่ปุ่น ในแต่ละวันเข็มนี้จะแสดงค่าที่แตกต่างกันอย่างเป็นเอกลักษณ์
งานฝีมือในเชิงศิลป์ของชาวญี่ปุ่นที่มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาด้วยการใช้อุรุชิมาอย่างยาวนาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงมูลค่าที่สูงส่งในด้านความงามและประโยชน์ใช้สอยในระดับสูงให้ชาวโลกได้ประจักษ์ หน้าปัดแบบอุรุชิที่สร้างสรรค์โดยทามูระ ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกด้านสุทรียะอันสวยงามของเขาและเป็นการผสมผสานเทคนิคงานฝีมือแบบดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว
พื้นหน้าปัดได้รับการตกแต่งด้วยการใช้นวัตกรรมวิธีการผลิตแบบใหม่ที่ผสานโลหะเข้ากับกรรมวิธีแบบอุรุชิและเทคนิคงานฝีมือแบบดั้งเดิมโดยตรง ทำให้พื้นผิววัสดุมีความเรียบเนียนสม่ำเสมอ และด้วยกรรมวิธีแบบอุรุชิที่เป็นการเคลือบแข็ง แต่ไม่ทำให้เกิดความแข็งบนพื้นผิวแบบทันทีทันใด จึงไม่เสื่อมสภาพและความทนทานยังคงเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา กรรมวิธีแบบอุรุชิที่ใช้กับหน้าปัดจะให้ความแวววาวสวยงามและมีความหนาอย่างเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อการเคลื่อนไหวของชุดเข็ม ซึ่งต้องใช้ทักษะระดับสูงในการผลิตสร้างสรรค์ ฝาหลังใสเผยให้เห็นถึงรายละเอียดของกลไก และบนพื้นกระจกของฝาหลังจะมีการพิมพ์คำว่า ‘Limited Edition’ หรือ ผลิตจำนวนจำกัดลงไป พร้อมกับหมายเลขของตัวนาฬิกา
![]() |
![]() |
อิสชู ทามูระ ศิลปินผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการเคลือบแล็คเกอร์
อิสชู ทามูระ เกิดในปี 1957 เขาได้รับการฝึกฝนฝีมือในด้านการทำงานที่เรียกว่า Kaga Maki-e (คากะ มากิเอะ) เทคนิคการเคลือบเงาลงบนทองที่เป็นที่รู้จักของเมืองคานาซาวะ ภายใต้การฝึกฝนของปรมาจารย์ด้านงานฝีมือของญี่ปุ่นอย่าง Ikko Kiyose (อิกโกะ คิโยเซะ) หลังจากได้รับการฝึกฝนฝีมือและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงาน ในที่สุดอาจารย์ทามูระก็ผลิตผลงานที่เป็นงานศิลป์แบบดั้งเดิมถือว่ามีความโดดเด่นชนิดที่ไม่มีใครเทียบได้
เขาได้นำเทคนิคของเขาจาก Kaga Maki-e มาใช้ ไม่เฉพาะกับเครื่องกระเบื้องเคลือบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าระดับหรูหราอย่างปากกาหมึกซึมและนาฬิการะดับหรู ซึ่งได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก ในด้านรายละเอียดอันสุดประณีตวิจิตรบรรจงและความสวยงามชนิดที่ไม่มีใครเทียบได้
ข้อมูลทางเทคนิค Seiko Presage Craftsmanship Series Urushi Dial Limited Edition SPB295J
- กลไก : 6R24
- ประเภทกลไก : อัตโนมัติแบบขึ้นลานมือได้
- ความเที่ยงตรง : +25 ถึง -15 วินาทีต่อวัน
- พลังงานสำรอง : ประมาณ 45 ชั่วโมง
- จำนวนทับทิม : 31 เม็ด
การทำงาน : จำนวนทับทิม 31 เม็ด - เข็มแสดงวันที่และวันประจำสัปดาห์แบบดีดกลับหรือ Retrograde
- เข็มแสดงระดับกำลังสำรอง
- หยุดการทำงานของเข็มวินาที
- แสดงวันที่และวันประจำสัปดาห์
รายละเอียดอื่นๆ
- การกันน้ำ : 10 บาร์
- น้ำหนัก : 93 กรัม
- ฟีเจอร์ : พิมพ์คำว่า ‘Limited Edition’ และสลักหมายเลขประจำเรือนเอาไว้บนฝาหลังขันเกลียวแบบใส
- หน้าปัดเทคนิคการเพนท์ขั้นสูงโดยช่างฝีมือ แบบ Enamel
- วัสดุตัวเรือน : สแตนเลสสตีล
- ขนาดตัวเรือน : ความหนา 12.8 มิลลิเมตรเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.5 มิลลิเมตร
- กระจก : แซฟไฟร์ทรงโค้งคู่เคลือบสารกันการสะท้อนแสงที่ด้านใน
- สาย : บานพับแบบ 3 ทบพร้อมปุ่มกดคลายล็อค
- ความกว้างขาสาย : 20 มิลลิเมตร
- ราคา 74,500 บาท
Fanpage : https://www.facebook.com/anadigionline/
YouTube Channel : https://www.youtube.com/channel/anadigionline