Seiko Prospex SBEP003 ทูน่าดิจิตอลขึ้นบก

0

เมื่อ Seiko จับตลาดดิจิตอลกับการร่วมมือกับ Lowecase ในการนำดีไซน์ของ Tuna Can มาใช้กับนาฬิกาในตระกูล Filedmaster พร้อมกับกลไกใหม่แบบกินแสงอาทิตย์ โดยเป็น JDM ที่ในตอนนี้มีขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น

Seiko Prospex SBEP003
Seiko Prospex SBEP003 ทูน่าดิจิตอลขึ้นบก

Seiko Prospex SBEP003 ทูน่าดิจิตอลขึ้นบก

  • เมื่อ Lowercase จับเอางานดีไซน์ของ Tuna Can มาใช้กับนาฬิกา Fieldmaster

  • กลไกดิจิตอลใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในรหัส S802

  • เป็น JDM มีขายเฉพาะในญี่ปุ่นมีขายราคาป้าย 30,000 เยน

- Advertisement -

เมื่อพูดถึง Seiko กับการทำนาฬิกาดิจิตอล หลายคนอาจจะไม่คิดว่านี่คือ ‘ทางที่ใช่’ ของพวกเขา เพราะที่ผ่านๆ มาผลผลิตในทำนองนี้ออกมาสู่ตลาดค่อนข้างน้อยจนเรียกว่าถ้าพูดถึงนาฬิกาดิจิตอลแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคู่แข่งร่วมชาติอย่าง Casio และ Citizen มากกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเปิดเว็บของญี่ปุ่นแล้วเข้าไปในกลุ่ม Prospex ของ Seiko แล้ว จะพบว่าพวกเขามีผลผลิตพวกนี้ออกมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง มีมานานแล้ว และยิ่งมีมากขึ้นในช้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่ม Outdoor Watch และนี่คือหนึ่งในผลผลิตที่ว่า  Seiko Prospex Fieldwatch ที่มาในสไตล์ Tuna Can พร้อมกับหน้าจอดิจิตอลในแบบ Solar รับพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเราเพิ่งจะมีโอกาสสอยรุ่น SBEP003 เข้ามาอยู่ในกรุหลังจากที่ออกขายมานานร่วมปี

Seiko Prospex SBEP003 Seiko Prospex SBEP003

ทำไมเราเพิ่งสอยเข้ามา ? หลายคนอาจจะสงสัยและตั้งคำถามนี้ขึ้นมา

ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากมาย นอกจากตอนที่มีขายในเพจนั้นงบฯ ก็ดันหมด แล้วนาฬิการุ่นนี้ไม่ได้มีการนำเข้ามาขายอย่างเป็นทางการโดย Seiko Thailand ดังนั้น เลยต้องพึ่งพาของหิ้วอย่างเดียว ซึ่งหลังจากที่กระแสฮ็อตในช่วงแรกแล้ว ของก็เลยขาดตลาดเพราะดีมานด์ไม่ได้มีเยอะเหมือนกับช่วงแรก ดังนั้น ตอนที่มีเงินแล้วอยากได้ของก็สามารถทำได้ แต่ก็ต้องอดทนรอกันหน่อยนะ เพราะกว่าจะมาถึงมือก็นานร่วมเดือนกันเลยทีเดียว และสุดท้ายร้าน MEwela (เสิร์ชชื่อนี้ใน FB ได้เลยครับ) ก็สานฝันให้เป็นจริง

สิ่งที่ทำให้ผมสนใจนาฬิกาคอลเล็กชั่นนี้คือ คำพูดของฝรั่งที่รีวิวออนไลน์บางคน ซึ่งบอกว่าถ้าได้สัมผัสกับนาฬิการุ่นนี้แล้ว คุณจะลืม Casio G-Shock ที่บ้านไปเลย ‘แม่เจ้า…อะไรมันจะขนาดนั้น’ ดังนั้น พอมันเดินทางมาถึงมือ นี่คือสิ่งแรกที่ผมต้องพิสูจน์

Seiko Prospex Fieldwatch หรือ Digi Tuna เป็นผลผลิตที่ต่อเนื่องในแง่ความร่วมมือในด้านการออกแบบกับ Lowercase ซึ่งถ้ายังจำกันได้เมื่อสัก 4 ปีที่แล้ว พวกเขาประเดิมตลาดกับ Tuna Can Solar Lowercase ซึ่งฮ็อตแค่ช่วงแรกในบ้านเรา แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่าความนิยมจะค่อนข้างฝืดไปหน่อย ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งเพราะการออกแบบตัวนาฬิกาในแบบ Unisex ทำให้มันออกแนวกั๊กๆ ไปหน่อย แล้วพวกที่มี Tuna Can อยู่ในใจอย่างผม อารมณ์หลังจากที่ได้ลองแล้ว ค่อนข้างผิดหวังในขนาดอย่างรุนแรง จนในที่สุดก็ต้องแยกทางกันไป

ดังนั้นนี่คืออีกหนึ่งปัจจัยนอกเหนือจากเงินค่าตัวที่ทำให้ผมเกิดอาการลังเลในช่วงแรกว่าจะสั่งเข้ามาดีหรือไม่เมื่อเห็นว่า Lowercase ยังมีเอี่ยวในการออกแบบนาฬิการุ่นนี้อยู่ เพราะยังเข็ดกับรุ่น SBDN025J อยู่ แถมในตลาดก็ไม่มีของจริงให้ลองทาบข้อมือก่อนการตัดสินใจเสียด้วยสิ

สุดท้ายมันก็เลยเหมือนกับการวัดดวงนิดๆ แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่พอสร้างความมั่นใจในระดับหนึ่ง เพราะด้วยตัวเลขของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือนที่ระบุอยู่ในสเป็นซึ่งอยู่ที่ 49.9 มิลลิเมตรหรือมากกว่ารุ่น SBDN025J ที่ผมได้ลองถึงเกือบ 4 มิลลิเมตรนั้น ทำให้เชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่น่าจะผิดพลาดเหมือนกับครั้งแรก

SBEP003 เป็นรุ่นแรกๆ ที่ Seiko ออกนาฬิการุ่นนี้มา เพราะเท่าที่จำได้จะมีอยู่ประมาณ 5 รุ่นย่อย และขอบสเกล Pepsi ในสไตล์ดำน้ำก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยทุกรุ่นจะใช้รหัสนำหน้าว่า SBEP ต่างกันแค่ตัวเลข 3 หลักที่ต่อท้าย โดยที่มี 2 รุ่นผลิตจำกัดเพียง 300 เรือนก็คือ SBEP007 และ 600 เรือนในรหัส SBEP009

แน่นอนว่างานนี้ Lowercase ยังมีเอี่ยวในการออกแบบเหมือนกับที่ผมบอกตั้งแต่แรก และเรารู้ได้ทันทีกับกล่องกระดาษไซส์เล็กที่เป็นแพ็คเกจของนาฬิการุ่นนี้ที่คล้ายกับของรุ่นก่อนหน้าคือ SBDN025J อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ข้างสับสน ซึ่งก็คือคอลเล็กชั่นของตัวนาฬิกากับงานดีไซน์ที่ดูเหมือนว่า Yuki Kajiwara ซึ่งเป็น Creative Director ของ Lowercase จะจับมาผสมแบบข้ามสายพันธุ์ เพราะอย่างที่บอกว่าตัวนาฬิกาอยู่ในคอลเล็กชั่น Fieldmaster ซึ่งเป็นกลุ่มนาฬิกาที่ใช้บนบก แต่กลับนำดีไซน์ของ Tuna Can ที่เป็นนาฬิกาดำน้ำมาใช้ แถมยังมีคำว่าการกันน้ำแบบ 200m ติดมาด้วยบนหน้าปัด แต่เมื่อพลิกตัวเรือนจะเจอกับฝาหลังแบบไขน็อต และไม่มีสัญลักษณ์เกลียวคลื่นที่เป็นตัวบ่งบอกความเป็น Air Diver’s หรือนาฬิกาที่เกิดมาเพื่อการดำน้ำมาด้วย

เอาละไขข้อข้องใจทีละประเด็นก็แล้วกันนะครับ ในเรื่องของการดีไซน์ มันไม่ใช่ของใหม่อะไรเลย เพราะถ้ายังจำได้ เราเคยมี Fieldmaster ที่เกิดจากการนำรูปทรงของ Tuna Can มาใช้กันแล้ว นั่นคือ SBDC011 ที่ใช้กลไก 6R15 ดังนั้น นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยในแง่ของการจับมาข้ามสายพันธุ์

ประการที่ 2 ในแง่ของการกันน้ำ พอมีการออกแบบที่เหมือนกับ Tuna Can ในมุมมองของแฟน Seiko คงคิดว่ามันน่าจะเหมือนกับนาฬิกา Tuna Can ทั่วไปที่เกิดมาเพื่อการดำน้ำ แต่เอาเถอะ มันก็เหมือนกับ Casio G-Shock รุ่นทั่วไปที่บอกตัวเองว่ามีสามารถในการกันน้ำ 200 เมตร แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วมีแค่ Frogman เท่านั้นที่เป็นนาฬิกาดำน้ำตั้งแต่เกิด ที่เหลือถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนบกเป็นหลัก ดังนั้น เราก็คงบอกว่า มันคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการกันน้ำจากปกติ และคงดำน้ำได้ในระดับ Snorkel และที่สำคัญไม่ควรอุตริไปกดปุ่มตอนอยู่ในน้ำ เพราะนาฬิกามันไม่ได้แกร่งขนาดนั้น

มันก็แค่ดีไซน์ แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนาฬิกาดำน้ำ…นี่คือข้อสรุปของผม

ในเรื่องของการผลิตนาฬิกาแบบดิจิตอลล้วนนั้น จริงแล้ว Seiko มีประสบการณ์มาพอสมควรเพราะก่อนหน้านี้ก็มีอยู่ในผลิตทั้งตัวที่เป็น Dive Computer และนาฬิกาสำหรับใช้ในการวิ่ง ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องของ Know How เช่นเดียวกับการใช้ระบบชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่หรือตัวเก็บประจุผ่านทางแสงอาทิตย์ ซึ่ง Seiko มีระบบที่เรียกว่า Solar วางขายอยู่นานแล้วเช่นกัน

ในส่วนของกลไกที่ติดตั้งอยู่ใน SBEP003 เป็นรหัส S802 ซึ่งในประเด็นของการชาร์จไฟ ถ้าพอมีประสบการณ์กับนาฬิกากินแสงมาก่อนแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแค่เอามันออกมาใช้งานบ้าง ให้โดนแสงอาทิตย์หรือแสงจากหลอดไฟบ้าง สักสัปดาห์ละ 2-3 ชั่วโมง หรือหมั่นนำออกมาสลับใส่บ้าง เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว กระแสไฟฟ้าในระบบเกิดหมดขึ้นมาแล้วจะต้องมานั่งชาร์จกันเหนื่อย

เนื่องจากเมื่อดูตามคู่มือแล้ว ถ้าเอาแบบแสงแดดจัดๆ ที่มีค่า Lux สูงๆ อย่างน้อยก็มี 1 ชั่วโมงเต็มๆ กว่าที่จะขยับขึ้นมามีระดับพลังงาน 1 ขีด ส่วนถ้าเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ก็ลืมไปเลย มี 200 ชั่วโมง ซึ่งการทิ้งนาฬิกาเอาไว้กลางแดดจัดๆ ที่มีอุณหภูมิพื้นผิวค่อนข้างสูงนั้น ก็เสี่ยงต่อความเสียหายของชิ้นส่วนภายใน ดังนั้น ถ้ารักที่จะใช้นาฬิกาประเภทนี้ ต้องหมั่นอ่านคู่มือและขยันนำออกมาใช้งานสักหน่อย

สำหรับกลไก S802 เมื่อชาร์จจนเต็มและเปิดระบบ PS หรือ Power Saving ที่จะดับหน้าจอเมื่ออยู่ในพื้นที่ซึ่งมืดสนิทเพื่อประหยัดพลังงาน ก่อนที่จะตัดเข้าสู่โหมด SL หรือ Sleeping Function เมื่อตัวนาฬิกาไม่มีการถูกสัมผัสหรือนำออกมาโดนแสงนานต่อเนื่องถึง 72 ชั่วโมงแล้ว นาฬิกาจะสามารถอยู่ได้นานถึง 5 เดือน ซึ่งเราก็คงแนะนำให้เอาออกไปใช้บ้าง อย่าทิ้งไว้จนกระทั่งกระแสไฟฟ้าหมด

ประเด็นที่ค่อนข้างน่ากังวล

คือ ผมต้องกางแมนนวลมานั่งอ่านอย่างละเอียด เพราะแม้ว่าจะพอมีพื้นฐานจากที่สัมผัสในระบบดิจิตอลของ Casio G-Shock แต่รูปแบบของปุ่มและการทำงานค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ก็ไม่มาก เพียงแต่ฟังก์ชั่นของ Caliber S802 จะค่อนข้างยุ่งขึ้นนิดหน่อย เพราะนอกเหนือจากการจับเวลา การเลือก 2 เวลา และการเซ็ตวันและวันที่แล้ว กลไกรุ่นนี้ยังมีเรื่องของการปรับเซ็ตความสว่างของหน้าจอ การดูระดับพลังงานที่สะสม และการปรับความไวของ BackLight ในการทำงาน ซึ่งถือว่าไฮเทคนิดหน่อย เพราะแทนที่จะมีปุ่มกดไฟเหมือนกับพวก G-Shock คุณก็แค่ตั้งความไวในการทำงานของ Backlight เอาไว้ แค่เคาะนิ้วไปบนหน้าปัดเบาๆ ไฟก็สว่างขึ้นมาแล้ว

สำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรหนักๆ อยู่บนข้อมือต้องบอกเลยว่า SBEP003 และพวกเหมาะข้อมือมาก มีน้ำหนักเพียง 80 กรัม สายยางซิลิโคนออกแบบให้ลงตัวและนุ่มมาก ตัวเรือนผลิตจากพลาสติกที่ทนต่อการขูดขีดและออกผิวด้านๆ ที่จะมีผิดหวังนิดหน่อยก็คิอ ปุ่มกดที่ผมลองแล้วน้ำหนักกับความรู้สึกยังแปลกๆ อยู่ไม่ค่อยแน่นหนาหรือให้ความมั่นใจเหมือนกับเวลากดปุ่มของพวก G-Shock

ขณะที่การออกแบบให้มีหลักรอบๆ หน้าปัดที่จะสว่างขึ้นในทุกนาทีนั้น และจะทำงานร่วมกับการจับเวลาพร้อม Bezel ที่หมุนแบบ 2 ทาง อาจจะมีประโยชน์ตรงนั้น แต่ส่วนตัวผมกลับไม่ค่อยชอบเลย เพราะมันทำให้ดูรกไปหน่อย น่าจะปิดการแสดงในส่วนนี้ได้เมื่ออยู่ในโหมดแสดงเวลาปกติ

ส่วนอีกเรื่องคือ ปีของกลไก S802 ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ยาวนานเหมือนกับกลไกรุ่นใหม่ๆ ของ G-Shock ซึ่งดเปลี่ยนเป็นปี 2099 กันหมดแล้ว แต่สำหรับของ S802 สิ้นสุดแค่ปี 2067 โอเค..ที่ผมยังไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงหรือเปล่า แต่การที่นาฬิการุ่นนี้จะเป็นมรดกตกทอดไปยังรุ่นลูกและหลานคงเป็นเรื่องยากหน่อยละ เพราะเหลืออีกแค่ 48 ปีเท่านั้นเอง

เอาละถ้าไม่คิดมากเหมือนอย่างที่ผมคิด นี่คือ นาฬิกาดิจิตอลอีกรุ่นที่น่าสนใจ สำหรับแฟน Seiko ที่อาจจะเบื่อการใส่นาฬิกาแบบเข็มและอยากได้อะไรที่เป็นดิจิตอลบ้างแทนที่จะต้องเสียเงินไปซื้อสินค้าของคู่แข่ง กับค่าตัว 30,000 เยน ถือว่าไม่แพงจนเกินไป และน่าสนใจสำหรับคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ แต่ถ้าจะเทียบกับนาฬิกาคู่แข่งในระดับราคาใกล้เคียงกันอย่าง Casio G-shock Rangeman GW9400 ผมว่ายังไงก็ยังเทียบไม่ได้ในแง่ความหลากหลายของฟังก์ชั่น

และอีกครั้งที่เกิดความรู้สึกว่า ‘ฝรั่งแ-งก็พูดเกินไป

Seiko Prospex SBEP003 Seiko Prospex SBEP003
Seiko Prospex SBEP003 Seiko Prospex SBEP003
Seiko Prospex SBEP003 Seiko Prospex SBEP003
Seiko Prospex SBEP003 Seiko Prospex SBEP003
Seiko Prospex SBEP003 Seiko Prospex SBEP003
Seiko Prospex SBEP003 Seiko Prospex SBEP003
Seiko Prospex SBEP003 Seiko Prospex SBEP003

รายละเอียดทางเทคนิค : Seiko Prospex SBEP003

  • เส้นผ่านศูนย์กลาง : 49.5 มิลลิเมตร
  • Lug-to-Lug : 49.9 มิลลิเมตร
  • ความหนา : 14.1 มิลลิเมตร
  • ความกว้างขาสาย : 22 มิลลิเมตร
  • กระจก : Glass
  • ตัวเรือนและฝาหลัง : พลาสติก-สแตนเลส
  • สาย : ซิลิโคน
  • กลไก : S802 ชาร์จพลังผ่านทางแสงอาทิตย์
  • สำรองพลังงาน : 5 เดือนเมื่อชาร์จจนเต็ม
  • ฟังก์ชั่น : แสดง 2 เวลา / จับเวลา / ตั้งปลุก
  • การกันน้ำ : 200 เมตร
  • ประทับใจ : ความเบา ใส่สบาย ดีไซน์ และระบบ BackLight
  • ไม่ประทับใจ : แถบแสดงนาทีรอบๆ หน้าปัด กลไกที่เซ็ตได้แค่ปี 2067
การร่วมมือกันระหว่างไซโก้ กับ Lowecase ในการนำดีไซน์ของ Tuna Can มาใช้กับนาฬิกาในตระกูล Filedmaster พร้อมกับกลไกใหม่แบบกินแสงอาทิตย์