Oris Aquis Date Calibre 400 ยกระดับมาตรฐานกลไกแห่งสวิส

0

ในที่สุด Calibre 400 ของ Oris ที่เป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ในโลกแห่งเรือนเวลาก็ได้ฤกษ์ลงสู่ตลาดกับการจับคู่กับนาฬิกาดำน้ำรุ่น Aquis Date และต้องบอกว่า Oris Aquis Date Calibre 400 ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการ Tool Watch ที่ไม่ได้มีดีแค่การใช้งานแต่ยังหมายถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของกลไกที่เหนือระดับจากที่เคยมีมา

Oris Aquis Date
Oris Aquis Date

Oris Aquis Date Calibre 400 ยกระดับมาตรฐานกลไกแห่งสวิส

  •  เปิดตัวกลไก Calibre 400 เป็นครั้งแรกกับนาฬิการุ่น Aquis Date

  • มีการปรับหน้าตาและรูปแบบของหน้าปัดใหม่ด้วยการเพิ่มคำว่า 5 Days

  • ราคาจำหน่าย 128,900 บาท

- Advertisement -

ถ้าคุณขลุกอยู่ในโลกของนาฬิกาจักรกลจากสวิตเซอร์แลนด์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว แน่นอนว่านอกจากเรื่องราว หรือความเป็นมาของแบรนด์จะมีส่วนในการสร้างความน่าสนใจในฐานะที่เป็นมรดกในเชิงศิลป์แล้ว อีกเรื่องที่ถือว่าจะขาดไม่ได้คือ ความเป็นมาในเชิง mechanic หรือกลไก ที่จะต้องได้รับการผลิตด้วยองค์ความรู้ของแบรนด์นั้นๆ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า In-House Movement หรือ In-House Calibre

แน่นอนว่า Oris (โอริส) ถือเป็นบริษัทนาฬิกาแห่งสวิสเซอร์แลนด์ ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลกในด้านความคุ้มค่า และความเป็นผู้นำในด้านการคิดค้นและกล้าที่จะนำเสนอนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของกลไกอัตโนมัติ

ในระหว่างปี 1904-1981 Oris ได้พัฒนากลไก In-House ออกสู่ตลาดมากถึง 229 รุ่น โดยที่เด่นและได้รับความสนใจในตลาด เช่น คาลิเบอร์ 373 ที่เปิดตัวในปี 1938 ซึ่งมาพร้อมกับการใช้ระบบพอยเตอร์เดท ซึ่งเป็นเข็มสำหรับชี้บอกวันที่ คาลิเบอร์ 652 ที่เปิดตัวในปี 1968 ซึ่งใช้ระบบ Pin-Lever เป็นครั้งแรกก่อนที่อีก 2 ปีต่อมาจะเปิดตัวกลไกจับเวลาอัตโนมัติรุ่นแรกในชื่อคาลิเบอร์ 725

แม้ว่าในช่วงทศวรรษที่ 1980 บริษัทเริ่มที่จะหันมามองหาต่อยอดการพัฒนากลไกจากบริษัทอย่าง ETA และ Sellita มากขึ้น แต่ในเรื่องของกลไก In-House นั้น Oris ก็ยังไม่ทิ้งไป ในปี 1955 พวกเขาเปิดตัวกลไกเรกูเรเตอร์รุ่นแรกในรหัสคาลิเบอร์ 649 ออกมา ตามด้วยคาลิเบอร์ 581 ที่ถือว่าเป็นกลไกที่มีความซับซ้อนรุ่นแรกของแบรนด์ เช่น การใช้มูนเฟส หรือการใช้หน้าปัดย่อยที่ 2 เพื่อบอกเวลาที่ 2 พร้อมกันนั้นก็สร้างเอกลักษณ์อันเป็นที่จดจำของคนทั่วโลกด้วยโรเตอร์สีแดง

จนมาถึงปี 2014 ซึ่งเป็นปีของการฉลองครบรอบ 110 ปีของการก่อตั้ง Oris ได้เปิดตัวกลไกใหม่ที่พัฒนาขึ้นเองเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปีอย่างคาลิเบอร์ 110 ที่เป็นแบบไขลานออกมา พร้อมความสามารถในการสำรองพลังงานถึง 10 วัน ก่อนที่อีกปีจะเปิดตัวรุ่นคาลิเบอร์ 111 เพิ่มฟังก์ชั่นแสดงวันที่ แต่คงความหรูหรา และการขัดแต่งด้วยมือเอาไว้ และจากนั้นในปี 2020 ต้องบอกว่า ถือเป็นอีกความสำคัญบนไทม์ไลน์ของ Oris เพราะพวกเขาได้สร้างมาตรฐานใหม่ในโลกแห่งเรือนเวลากับกลไกอัตโนมัติ In-House รุ่นใหม่ที่เรียกว่า Calibre 400 ซึ่งมีความโดดเด่นเหนือจากกลไกในระดับเดียวกันที่อยู่ในท้องตลาดด้วยจุดเด่นที่มีอยู่ 3 ด้านคือ พลังงานสำรอง 5 วันจากกระปุกลานคู่ การรับประกัน 10 ปี และประสิทธิภาพในการต้านทานต่อสนามแม่เหล็ก ซึ่ง 3 สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Calibre 400 ที่สามารถยกระดับและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการนาฬิกาอัตโนมัติ

แม้ว่าจะมีความโดดเด่นด้วยกันถึง 3 จุดจนทำให้หลายคนอาจจะคิดว่า Oris น่าจะเลือกประเดิมกลไก Calibre  400 เป็นครั้งแรกในนาฬิการะดับหรูหราเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับรุ่น Calibre 110-115 แต่เปล่าเลย พวกเขากลับเลือกนาฬิกาดำน้ำรุ่นยอดนิยมของแบรนด์อย่าง Aquis Date เป็นนาฬิการุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งกลไกนี้ พร้อมกับราคาที่สามารถจับต้องได้ เพื่อยืนยันให้เห็นว่า นี่คือความยอดเยี่ยมที่คุณคนทั่วไปสามารถสัมผัสได้ ไม่ได้มีเฉพาะในนาฬิการะดับซูเปอร์ลักชัวรี่เท่านั้น

สำหรับ Aquis Date ที่มาพร้อมกับกลไก Calibre 400 นั้นถือว่าเป็นนาฬิกาที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับช่วงส่งท้ายปี 2020 เพราะไฮไลท์ของนาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แต่อยู่ที่สิ่งที่อยู่ข้างใน ซึ่งก็คือ กลไก Calibre 400 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการนาฬิกาจากสวิสกันเลยทีเดียว

Oris Aquis Date
Oris Aquis Date

Oris Aquis Date Calibre 400 2

เมื่อมองดูจากหน้าตาโดยรวมของ Aquis Date Calibre 400 คุณอาจจะแทบไม่ทราบว่ามันแตกต่างกันตรงไหน เราคงจะบอกให้เป็นจุดๆ เลยละกันครับ อย่างแรกคือ สีหน้าปัดน้ำเงินสุดสวยที่เหมือนกับยกชุดลิมิเต็ดอิดิชั่นอย่างรุ่น Clean Ocean มาใช้ เป็นสีน้ำเงินแบบไล่โทนกราเดียนท์จากด้านในออกไปสู่ด้านนอก ดูสวยและมีมิติ ขณะที่ถ้าเพ่งมองแถวตัวหนังสือบนหน้าปัดในตำแหน่ง 6 นาฬิกา คุณจะพบกับคำว่า 5 Days ซึ่งนั่นแหละคือ จุดที่จะบอกว่านี่คือ Aquis Date ที่มาพร้อมกับกลไก Calibre 400

Oris Aquis Date

เมื่อพลิกดูด้านหลัง ฝาหลังยังเป็นแบบใสเหมือนเดิม แต่เราจะไม่เจอโรเตอร์สีแดงที่คุ้นตาของกลไก Oris 733 ที่คุ้นเคย แต่จะเป็นโรเตอร์สีเงินแบบเจาะโปร่งพร้อมกับการสลักสัญลักษณ์ของ Oris ขณะที่ชุดสายจะเป็นแบบ Quick Change ซึ่งตรงนี้ถ้าคุณเป็นนาฬิกาดำน้ำของ Oris มาระดับหนึ่งจะทราบถึงความเสี่ยงในการไขน็อตเพื่อเปลี่ยนสลับสายโลหะกับสายรับเบอร์ เพราะน็อตทั้ง 2 ฝั่งจะหมุนตามกัน และคุณต้องใช้ไขควงปากแบน 2 ตัวเข้ามาช่วย ตัวหนึ่งสำหรับล็อกไม่ให้น็อตหมุนตาม ส่วนอีกตัวสำหรับใช้ไขคลายเกลียวของน็อต ซึ่งตรงนี้แหละที่หลายคนอาจจะพลาดทำเอาไขควงครูดกับตัวเรือนจนเกิดรอยแห่งประสบการณ์ขึ้นมา

การเข้ามาของสายแบบ Quick Change ถือว่าแก้ปัญหาตรงนี้อย่างตรงจุด เพราะด้วยระบบนี้คุณสามารถปลดสายออกจากตัวนาฬิกาได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ เพียงแค่คลายสลักบนสายแล้วคลายล็อกดึงสายที่คล้องเอาไว้กับสปริงบาร์ออกไป แล้วสลับเอาสายรับเบอร์มาใส่แทน นั่นคือความสะดวก แต่สิ่งที่ไม่สะดวกคือ สายเส้นใหม่ที่จะเปลี่ยนก็ต้องมีหัวสายที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในระบบ Quick Change ด้วย จึงกลายเป็นข้อจำกัดที่อาจจะเลือกสีสันหรือรูปแบบสายได้ไม่มากนัก

อาจจะมองว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ แต่สำหรับตัวผมนั้น ถ้าจะต้องเปลี่ยนสายรับเบอร์ให้กับนาฬิกาในตระกูล Diving ของ Oris ก็ควรจะต้องใช้สายรับเบอร์ของแบรนด์ เพราะเข้ากับตัวนาฬิกามากที่สุดแล้ว ดังนั้น ระบบนี้จึงช่วยเข้ามาลดความเสี่ยงสำหรับคนชอบเปลี่ยนสายอย่างผมได้เป็นอย่างดี

Oris Aquis Date Calibre 400 4Oris Aquis Date Calibre 400 3

Aquis Date Calibre 400 มากับขนาดตัวเรือน 43.5 มิลลิเมตร อาจจะดูเยอะในเชิงตัวเลข แต่ต้องบอกว่าถือเป็นขนาดที่กำลังดีและรับกับข้อมือราวๆ 6.5-7 นิ้วได้อย่างลงตัว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการออกแบบขาสายที่มีลักษณะให้งุ้มลง ก็เลยลดปัญหาในเรื่องของการกางออกเมื่อวางอยู่บนข้อมือ ดังนั้นถ้าคุณมีขนาดข้อมืออยู่ในช่วงราวๆ นี้ ถือว่านาฬิกาเรือนนี้คือเนื้อคู่ของข้อมือคุณเลยก็ว่าได้

การขัดแต่งตัวเรือนถือว่าทำได้อย่างลงตัวระหว่างเงาสลับด้าน และอินเสิร์ทที่อยู่บนขอบตัวเรือนที่ผลิตจากเซรามิกถือว่าช่วยขับให้ตัวนาฬิกามีความเป็นประกายมากขึ้นเวลาที่รับกับแสง ส่วนหน้าปัด ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกไฮไลท์ของตัวนาฬิกา ซึ่งหน้าปัดสีน้ำเงินแบบแกรเดียนท์นั้นทำได้อย่างยอดเยี่ยมในการสะกดสายตาให้หลงใหลไปกับความสวยงามเวลาที่มีแสงมาส่องกระทบในเหลี่ยมมุมต่างๆ

สำหรับ Calibre 400 นั้น ผมคงต้องบอกว่าถือเป็นปรากฏการณ์ เพราะกับนาฬิกาที่มีราคาในช่วงบวกลบ 100,000 บาทนั้น เรายังไม่เห็นแบรนด์ไหนที่จัดเต็มและให้ครบขนาดนี้ โดยเฉพาะการใช้กลไกที่เป็น In-House จริงๆ (ไม่ได้ดัดแปลงจากกลไกของบริษัทที่อยู่ในเครือ) และอย่างที่บอกก่อนหน้านี้ว่า จุดเด่นของ Calibre 400  นั้นมีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันคือ

-กำลังสำรอง ซึ่งที่มากขึ้นจากกลไกปกติด้วยตัวเลข 120 ชั่วโมง หรือ 5 วัน โดยเป้าประสงค์ในการพัฒนากลไกให้มีกำลังลานมากในระดับนี้เป็นเพราะความต้องการของคนใส่นาฬิกาในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้มีนาฬิกาเพียงแค่เรือนเดียว และมีการสลับนาฬิกาในคอลเล็กชั่นไปมา ดังนั้น กลไกทั่วไปที่มีอยู่ในตลาดซึ่งมีกำลังสำรองอยู่ที่วันครึ่งหรือ 2 วันอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานได้ทันทีเมื่อมีการสลับนาฬิกาไปมา และผู้ใช้อาจจะต้องมานั่งตั้งเวลาและวันที่ใหม่อีกครั้งเมื่อต้องหยิบมาสวมใส่ โดยในกลไก Calibre 400 จะมากับกระปุกลานแบบคู่ หรือทวินแบร์เรลล์ซึ่งแต่ละกระปุกลานแต่ละชุดจะมีลานสปริงที่มีความสามารถในการสำรองพลังงาน 2.5 วัน

ความทนทานกับการรับประกันที่นานถึง 10 ปี อันนี้ถือเป็นสิ่งที่เด่นและ Oris กล้าที่จะรับประกับในความทนทานและความยอดเยี่ยมของนาฬิกาที่มาพร้อมกับกลไกนี้ โดยเมื่อมีการลงทะเบียนผ่านทาง MyOris แล้ว การรับประกันจะถูกขยายไปเป็น 10 ปีโดยอัตโนมัติซึ่งสำหรับนาฬิกาที่ใช้กลไกนี้ที่เปิดตัวในปี 2020 เรียกว่าไม่ต้องนำเข้ามารับบริการจนถึงปี 2030 เลยทีเดียว ถือเป็นการตั้งมาตรฐานใหม่ที่น่าสนใจให้กับตลาดนาฬิกาจักรกลเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม การรับประกันนี้ยกเว้นในกรณีที่เกิดความเสียหายอันเป็นผลมาจากความผิดพลาดในการใช้งานของ User เช่น การทำตกหรือหล่น ส่วนการตรวจสอบความสามารถในการกันน้ำของนาฬิกานั้นไม่ถือว่าเกี่ยวข้องกับการดูแลและเซอร์วิสของกลไกแต่อย่างใด

-ความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก ซึ่งในตลาดกลไกอัตโนมัติที่มีความทนทานต่อสนามแม่เหล็กนั้นมีทั้งในรูปแบบของการใช้เกราะเพื่อป้องกันสนามแม่เหล็ก หรือไม่ก็เปลี่ยนใยนาฬิกาหรือแฮร์สปริงของกลไกไปเป็นวัสดุที่ไม่มีผลต่อสนามแม่เหล็กอย่างซิลิคอน ซึ่งในคาลิเบอร์นี้มีการใช้ซิลิคอนในการผลิตชิ้นส่วนอย่างเฟืองเอสเคป และ Anchor ของกลไก เช่นเดียวกับการใช้วัสดุที่ทนทานต่อสนามแม่เหล็กรวมแล้วมากกว่า 30 ชิ้นที่ประกอบอยู่ในกลไก โดยจากการทดสอบนั้น Calibre 400 มีความเที่ยงตรงน้อยกว่า 10 วินาทีต่อวันเมื่อต้องเผชิญกับสนามแม่เหล็กในระดับ 2,250 เกาส์ และตัวกลไกเองก็สามารถผ่านมาตรฐาน ISO764 ในเรื่องของนาฬิกาที่มีความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก

ทั้งหมดนี้คือความยอดเยี่ยมของ Calibre 400 ที่ถ้าคุณจะสัมผัสกันตอนนี้ก็ยังมีแค่รุ่นเดียวกับ Aquis Date แต่ดูจากแนวโน้มแล้ว ผมเชื่อว่า ยังไง Oris ก็คงจะต้องมีนาฬิการุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ Calibre 400 รุ่นนี้ประจำการอยู่ในตัวเรือนอย่างแน่นอน

Oris Aquis DateOris Aquis Date

สำหรับ Aquis Date Calibre 400 นั้นมีราคาจำหน่ายในบ้านเราอยู่ที่ 128,900 บาท สูงกว่า Aquis Date รุ่นธรรมดาอยู่ราวๆ 40,000 บาท แต่สิ่งที่ได้นั้นถือว่าคุ้ม ทั้งกลไกใหม่ที่มีจุดเด่น 3 ประการอย่างที่บอกในตอนต้น หน้าปัดใหม่ที่มีสีสันสวยงาม และสายนาฬิกาที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Quick Change ซึ่งทำให้คุณสามารถถอดเปลี่ยนสายได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องพึ่งเครื่องมือ

Oris Aquis Date Calibre 400 WT9A3763
Oris Aquis Date

Oris Aquis Date Calibre 400 WT9A3813Oris Aquis Date Calibre 400 WT9A3771

คราวนี้เหลือเพียงอย่างเดียวแล้วว่า ถ้าไปทาบขึ้นข้อแล้วนาฬิกาเรือนนี้จะยิ้มให้คุณหรือไม่เท่านั้น ส่วนตัวผมนั้น บอกเลยว่า ยิ้มแฉ่งมาแต่ไกลเลย

รายละเอียดทางเทคนิค

  • เส้นผ่านศูนย์กลาง : 43.5 มิลลิเมตร
  • วัสดุตัวเรือนและสาย : Stainless Steel
  • วัสดุ Insert บนขอบตัวเรือน : เซรามิก
  • ระดับการกันน้ำ : 300 เมตร
  • กระจก : Sapphire ทรงโค้งทั้ง 2 ด้าน
  • กลไก : อัตโนมัติ Calibre 400
  • จำนวนทับทิม : 21 เม็ด
  • ความถี่ในการเดิน : 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง / 4 Hz
  • กำลังงานสำรอง : 120 ชั่วโมงหรือ 5 วัน
  • ประทับใจ : สีสันของหน้าปัด การเปลี่ยนสาย Quick Change กลไก In-House ที่ยอดเยี่ยมในราคาที่จับต้องได้
  • ไม่ประทับใจ : ไม่มี