Casio G-Shock GX-56SLG-1ADR ของมันต้องมี (จริงๆ)

0
1868

อีกครั้งที่เราต้องเสียเงินเพราะคำว่า ‘ของมันต้องมี’ แน่นอนว่าเมื่อได้เห็นตัวจริงของเจ้า Casio G-Shock GX-56SLG-1ADR ที่เป็นลำดับที่ 5 จากคอลเล็กชั่น The Seven Lucky Gods แล้ว ต้องบอกว่า ก็ของมันต้องมี (ให้ได้) จริงๆ

Casio G-Shock GX-56SLG-1ADR
Seven Lucky Gods สำหรับคอลเล็กชั่นนี้เกิดขึ้นโดยอ้างอิงความเชื่อตามตำนานโบราณของชาวเอเชียกับเทพแห่งโชคทั้ง 7

Casio G-Shock GX-56SLG-1ADR ของมันต้องมี (จริงๆ)

  • ผลผลิตที่ 5 จากคอลเล็กชั่น The Seven Lucky Gods

  • ตกแต่งบนพื้นฐานของรุ่น GX-56

  • ราคาจำหน่ายในไทย 6,900 บาท

- Advertisement -

‘ของมันต้องมี’ เชื่อว่าใครที่อยู่ในแวดวงของการเสียงตังค์ให้กับสินค้าประเภทไหนก็ตามอยู่เป็นประจำ น่าจะเคยตกอยู่ในสภาวะ ‘เอาก็เอาวะ’ เพราะคำๆ นี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง (แต่ก็ยังไม่เคยเข็ดสักกะที) ใช่แล้ว…ก่อนหน้าการ Upload บทความนี้สัก 2 สัปดาห์ที่แล้ว ผมก็เป็นอย่างนี้แหละตอนที่เห็นเจ้า Casio G-Shock GX-56SLG-1ADR ซึ่งอยู่ในคอลเล็กชั่น The Seven Lucky Gods วางอยู่ในตู้โชว์ของร้านขาประจำ

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้วตอนที่ Casio ประกาศการเปิดตัวคอลเล็กชั่น The Seven Lucky Gods-SLG ออกมานั้น บอกเลยว่าผมไม่อินอะไรมากมายกับสิ่งเหล่านี้ แม้ว่ามันจะดูพิเศษกว่าคอลเล็กชั่นอื่นๆ ที่กำลังวางขายอยู่ในตอนนั้นก็ตาม ประเด็นคึงเป็นเพราะมันเป็นเรื่องไกลตัวแล้วนาฬิกาที่หยิบมาทำก็ไม่ใช่รุ่นที่โดนใจแบบเต็มๆ ชนิดที่จะต้องตามเก็บ ดังนั้น ตอนที่มันถูกทยอยวางขายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ผมก็เลยไม่ได้สนใจอะไร

จนกระทั่งการทำตลาดมาถึงเอาเรือนที่ 5 นี่แหละ ผมได้เจอตัวจริง แล้วคำพูดของพี่คนขายกับคำว่า ‘ของมันต้องมีนะ’ ช่างมีอิทธิพลเหลือเกิน แถมราคาเมื่อเปิดป้ายขึ้นมาให้เห็น ตัวเลขก็ไม่ได้แรงอย่างที่คิด (6,900 บาท แถมลูกค้าประจำยังได้ส่วนลดอีก 20% อีก) สรุปก็ต้องโดนไปตามระเบียบ

เหตุผลข้างบนคือแค่ปัจจัยคร่าวๆ ที่ทำให้เกิดการตัดสินใจ แต่สิ่งที่ผมโดนและเลือกที่จะโดนกับเจ้า Casio G-Shock GX-56SLG-1ADR ที่พัฒนามาจากพี่เบิ้ม G-Shock คือ มันสวยที่สุดในรุ่นนี้…นั่นคืออย่างแรก ตามด้วย นี่คือตัวแทนของเทพแห่งความมั่งคั่งหรือ Daikokuten (เผื่อเอามาใส่แล้วจะได้ล่ำซำกับคนอื่นบ้าง) อย่างที่ 3 ปลายสายมีรูปหนู ซึ่งเป็นปีนักษัตรที่ผมเกิด และอย่างที่ 4 เหมือนกับสวรรค์มีจริง เพราะหลังจากสวดอ้อนวอนตั้งแต่ยังสะสมอยู่จนเลิกสะสมแล้ว ในที่สุด ผมก็ได้เจอกับ G-Shock ที่มากับแพ็คเกจสุดอลังการสักที

Seven Lucky Gods สำหรับคอลเล็กชั่นนี้เกิดขึ้นโดยอ้างอิงความเชื่อตามตำนานโบราณของชาวเอเชียกับเทพแห่งโชคทั้ง 7 ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอินเดีย จีน และญี่ปุ่นเชื่อถือมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งทั้ง 7 รุ่นนั้นจะแบ่งออกเป็น 6 รุ่นสำหรับ G-Shock และอีก 1 รุ่นสำหรับ Baby-G  โดยผลงานการสร้างสรรค์ลวดลายบนตัวเรือนนาฬิการุ่นต่างๆ นั้นจะเป็นของ Toshikazu Nozaka ศิลปินภาพวาดชาวญี่ปุ่น และมีแนวทางในการนำเสนอคล้ายกับคอลเล็กชั่น Celestial Guardian Series ของ Jahan Loh ที่เปิดตัวออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018

สำหรับเมืองไทยนั้นมีขายมาแล้ว 4 รุ่น คือ G-7900 SLG-4 (Ebisu) BGD-560SLG-4 (Benzaiten) DW-5600 SLG-7 (Hotei) และ DW-6900SLG-1 (Bishamonten) และมาถึงเรือนล่าสุดคือ GX-56SLG-1ADR ที่เป็นตัวแทนของ Daikokuten

ถ้าได้อ่านเหตุผลที่ผมตัดสินใจเสียเงินกับนาฬิการุ่นนี้ คุณจะไม่ได้เห็นเหตุผลที่เกี่ยวกับความชอบที่ผมมีให้กับนาฬิการุ่น GX56 เลย เพราะแต่ไหนแต่ไรมา นาฬิกาคอลเล็กชั่นนี้ไม่ค่อยถูกจริตกับผมสักเท่าไร ทั้งที่ในช่วงที่เปิดตัวออกมานั้นถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆ รุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับผมไม่เคยคิดที่จะซื้อเข้ามาอยู่ในกรุเลย ก็ไม่รู้ว่าเพราะผมไม่ค่อยถูกโฉลกกับนาฬิกาทรงเหลี่ยม หรือว่าตัวเรือนที่มันดูโอเวอร์ไซส์จนเกินไปกันแน่

คำตอบคือไม่ใช่ทั้ง 2 อย่าง แต่มาจากการตั้งแง่ของผมเองมากกว่าเพราะคิดไปว่าไม่สวยและใหญ่ไป โดยที่ไม่เคยคิดจะลองทาบขึ้นข้อเลย เรื่องขนาด…จริงที่ว่ามันโอเวอร์ไซส์เอาเรื่อง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 55.5 มิลลิเมตร และ Lug to Lug 53.6 มิลลิเมตร แถมหนาตั้ง 17.5 มิลลิเมตร อีกทั้งยังเป็นตัวเรือนสี่เหลี่ยมอีก …แต่สุดท้ายเวลาใส่ G-Shock เราก็เลือกใส่เรือนใหญ่ๆ แบบไม่สนใจว่ามันจะล้นข้อออกมาหรือเปล่าไม่ใช่หรือ

ดังนั้น เมื่อจ่ายเงินแล้วลองเอาขึ้นข้อ กลับกลายเป็นว่าผมตกหลุมรักเข้า GX-56 เข้าอย่างจัง พร้อมกับเฝ้าถามว่า ทำไมมัวแต่ไปมองรุ่นอื่นๆ ตลอดช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่มีของดีราคาจับต้องได้อย่าง GX-56 ให้เลือกแต่ดันไม่มอง แต่เอาเถอะ มาช้า ดีกว่าไม่มา

สำหรับ Casio G-Shock GX-56SLG-1ADR ดูผ่านๆ หลายคนอาจจะนึกว่ายกชุดจากตัวแรก คือ GX-56-1BDR มาทั้งชุด แต่เอาเข้าจริงๆ นะ มันเปลี่ยนเยอะมาก แม้ว่าพื้นหน้าจอจะเป็นแบบสีเขียวออกเหลือง แต่ฟอนต์คำว่า Tough Solar ในตำแหน่ง 12 นาฬิกาก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมทองเช่นเดียวกับตัวหนังสือบนขอบตัวเรือน ขณะที่กรอบด้านในก็เปลี่ยนมาเป็นสีเขียวออกเหลืองเช่นเดียวกับปุ่มกดทั้ง 4 ข้าง ขณะที่คำว่า ‘Shock Absorber’ บนแถบคาดกลางแบ่งหน้าจอดิจิตอลเปลี่ยนมาเป็นสีเงินจากเดิมที่เป็นสีทอง

ส่วนอันที่ต้องเปลี่ยนไปตามความพิเศษของรุ่นนั้นก็มีทั้งสายฝั่งสั้นที่มีการเพนท์รูปค้อนนำโชค หรืออุจิเดะ โน โคสึจิของ Daikokuten และสุดปลายสายมีการเพนท์รูปหนูเอาไว้ แม้จะไม่ได้มีการบอกว่ามันสื่อความหมายว่าอะไร แต่หนูมักจะเป็นตัวแทนของความขยันในการทำมาหากิน เหมือนกับจะสื่อให้เห็นว่าถ้าอยากมั่งคั่งอย่ามัวแต่นั่งรอ ให้ขยันทำงานด้วย ขณะที่ตัวรัดสายก็มีการเพนท์เป็นเหรียญโกบังซึ่งเป็นเหรียญทรงรีที่ในญี่ปุ่นใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขาย ส่วนฝาหลังก็สลักเป็นตัวหนังสือคันจิที่น่าจะเป็นชื่อของเทพเจ้าแต่ละองค์ ซึ่งจะแตกต่างกันไปแต่ละรุ่น ขณะที่รุ่นนี้เปลี่ยนตัวบัคเคิลเป็นสีดำ

ใครที่กังวลเรื่องขนาด ก็ควรจะกังวลต่อไป เพราะมันใหญ่จริงๆ ขนาดคนที่คุ้นเคยกับการใส่ G-Shock เรือนโตๆ อย่าง GWF-D1000 มาแล้วยังรู้สึกล้นๆ เลย ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะทรงนาฬิกาที่เป็นแบบเหลี่ยมก็เลยทำให้ดูตัวพื้นที่ของหน้าปัดและขอบตัวเรือนนาฬิกามีมากกว่านาฬิกาแบบทรงกลม…แต่สำหรับผมไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ล้นนิดๆ แต่กำลังดี

สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างแปลกใจไม่น้อยสำหรับคอลเล็กชั่นนี้คือ ปกติแล้ว Casio มักจะแบ่ง Module ในการทำตลาด ซึ่ง GX-56 ก็เช่นกัน เพราะถ้าเป็นรุ่นที่ขายอยู่ในญี่ปุ่นจะเป็น GWX-56 ซึ่งใช้ Module รหัส 3220 ที่มีฟังก์ชั่น Multiband6 เพิ่มเข้ามาด้วย แต่สำหรับคอลเล็กชั่นนี้ไม่ว่าจะขายที่ไหนแม้แต่ในญี่ปุ่นก็เป็นรหัส GX-56 เหมือนกันหมดคือใช้ Module 3221 แต่ในญี่ปุ่นแค่เปลี่ยนเป็นรหัส GX-56SLG-1JR เท่านั้นเอง ทั้งที่ในตลาดที่นั่นยังมีรุ่นธรรมดาอย่าง GWX-56-1BJF วางขายอยู่ตามปกติ

ในเรื่องความต่างของฟังก์ชั่นถ้าไม่นับ Multiband6 ที่บ้านเราใช้ไม่ได้เพราะไม่มีเสาส่งสัญญาณวิทยุแล้ว ที่เหลือก็เหมือนกันหมด คือ มี Worldtime 31 โซนเวลาจาก 48 เมืองทั่วโลก การจับเวลาเดินหน้าถอยหลัง และตั้งปลุก ปฏิทินอัตโนมัติจนถึงปี 2099 และมีฟังก์ชั่น PS หรือ Power Saving ที่คุณสามารถตั้งให้ทำงานหรือปิดก็ได้ โดยตัวนาฬิกาจะดับหน้าจอเพื่อใช้กระแสไฟฟ้าให้น้อยที่สุดเวลาเก็บเข้าที่มืดสนิท ซึ่งจะช่วยทำให้เมื่อชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มและเก็บในโหมดนี้จะอยู่ได้นานถึง 27 เดือนเลยทีเดียว แต่ถ้าไม่ได้เปิดใช้งานโหมด PS และแบตเตอรี่มีการชาร์จจนเต็ม ก็จะใช้งานได้เพียง 11 เดือนเท่านั้น

อีกสิ่งที่พิเศษคือ ในคอลเล็กชั่นนี้มีการกดไฟที่แตกต่างกันออกไป และด้วยความที่มี 7 รุ่นมันช่างลงตัวกับคำว่า G-Shock ที่ใช้ตัวอักษร (รวมถึงเครื่องหมาย – ) ครบจำนวน 7 ตัวพอดี

นั่นก็เลยทำให้แต่ละเรือนเวลากดไฟแล้วจะมีตัวอักษรโผล่ออกมาตามลำดับ ซึ่งในกรณีของ Casio G-Shock GX-56SLG-1ADR ที่เปิดตัวออกมาเป็นลำดับที่ 5 ของคอลเล็กชั่นมันก็เลยมีตัว O แสดงขึ้นมา

ในเรื่องของแพ็คเกจนั้น ผมต้องขอชมเลยว่าเป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับอะไรที่อลังการขนาดนี้โดยจ่ายเงินค่าตัวในระดับหลักครึ่งหมื่นเท่านั้น เพราะสมัยก่อนเรื่องของแพ็คเกจ Casio G-Shock เป็นอะไรที่ผมโคตรจะเกลียดเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน แพงขนาดไหน หรือพิเศษขนาดไหน (ยกเว้นพวกรุ่นพิเศษจริงๆ หรือพวกฉลอง 25 ปี) ก็มักจะมากับกล่องกระดาษแบบมีฝาปิดเหมือนกันหมด ทำเอาหัวเสียเมื่อซื้อ Frogman ค่าตัวหลักหมื่นแต่ดันได้กล่องแบบเดียวกับ DW-5600 ค่าตัวหลักพันต้นๆ

อาจจะอ่านดูแล้วหลายท่านคงคิดว่าผมปลื้มนาฬิกาเรือนนี้มากจนถึงกับเชียร์ออกมานอกหน้า มันก็จริงนะ แต่จริงๆ แล้วมันยังมีจุดที่ผมกังวลอยู่หลายอย่าง และก็ไอ้ส่วนที่ผมปลื้มนี่แหละอาจจะกลายเป็นปัญหาในตอนนี้ และในอนาคต อย่างแรกคือ ตัวสกรีนบนสายกับความทนทาน ซึ่งเชื่อเลยว่าถ้าสายเก็บสายดมคงหมดห่วง แต่ตามคอนเซ็ปต์ผม นาฬิกาทุกเรือนที่ซื้อต้องใช้ มันก็เลยทำให้เกิดความกังวลว่าเมื่อผ่านการใช้งานมาสักระยะก็มีความเสี่ยงเรื่องของการลอก เพราะประสบการณ์นี้เจอมาหลายครั้ง

ส่วนอีกเรื่องคือแม้ว่าแพ็คเกจจะอลังการขนาดไหน แต่มันก็ทำให้ผมลำบากเหมือนกัน เพราะด้วยขนาดที่ยาวและใหญ่ของกล่อง ซึ่งมีคล้ายกับกล่องขวดสุรา ทำให้การที่จะแอบเข้าบ้านแบบเนียนๆ ชนิดเมียไม่รู้นั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย แถมยังหาที่ซ่อนแบบเนียนๆ ลำบากด้วย สุดท้ายก็ต้องเดินขอตกพร้อมกับหลักฐานเอาไปสำแดงกับสุดที่รัก พร้อมกันหั่นราคาซื้อลงอีกครึ่งหนึ่งตามสูตรพ่อบ้านใจกล้า (ในระดับหนึ่ง)

‘ของมันต้องมี’ อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าควรจะมี เพราะจากภาพรวมทั้งหมด แม้ว่าค่าตัวของ GX-56SLG-1ADR จะแพงกว่ารุ่นธรรมดาที่ลดราคาแล้วและหาได้ตามกลุ่ม FB ทั่วไปเกือบเท่าตัว แต่ความพิเศษของแพ็คเกจ หน้าตาที่แตกต่าง ความลงตัวของนาฬิกา และจำนวนที่มีไม่มาก (อันนี้ผมเดาเอา เพราะไม่ได้บอกว่าผลิตเท่าไร) แค่นี้ก็คุ้มแล้วกับส่วนต่างระหว่างรุ่นนี้กับรุ่นธรรมดา แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องหาให้ได้ก่อนนะ เพราะเท่าที่ทราบ ของแทบไม่มีเหลืออยู่ในตลาดแล้ว

ข้อมูลทางเทคนิค : Casio G-Shock GX-56SLG-1ADR

  • เส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน : 55.5 มิลลิเมตร
  • Lug to Lug : 53.6 มิลลิเมตร
  • หนา : 17.5 มิลลิเมตร
  • กระจก : Mineral Glass
  • Module : 3221
  • ฟังก์ชั่น : Worldtime 31 โซนเวลาจาก 48 เมืองทั่วโลก การจับเวลาเดินหน้าถอยหลัง และตั้งปลุก ปฏิทินอัตโนมัติจนถึงปี 2099 และมีฟังก์ชั่น PS หรือ Power Saving
  • ความเที่ยงตรง : +/-15 วินาทีต่อเดือน
  • ระดับการกันน้ำ : 200 เมตร
  • ประทับใจ : หน้าตาของนาฬิกา ขนาด ความพิเศษบนตัวเรือน และแพ็คเกจ
  • ไม่ประทับใจ : แพ็คเกจ และความพิเศษบนตัวเรือนที่อาจจะลอกได้เมื่อใช้ไปนานๆ

ANA-DIGI FACEBOOK Comments

Facebook Comments Sync