Jaeger-LeCoultre นำเสนอความแตกต่างของคอลเล็กชั่น Master Control Chronometre กับการเติมความซ้อบซ้อนของฟังก์ชั่นด้วยมาตรวัดแสดงระดับกำลังสำรอง และการแสดงวันที่ด้วยเข็ม พร้อมเลย์เอาท์บนหน้าปัดที่อ้างอิงจากนาฬิกาสุดคลาสสิคอย่าง Futurematic ที่เปิดตัวในปี 1951 โดยเรือนเวลารุ่น Jaeger-LeCoultre Master Control Chronometre Date Power Reserve มาพร้อมตัวเรือนขนาด 39 มิลลิเมตร และสายที่ผลิตจากสเตนเลสสตีล และกลไกอัตโนมัติ Calibre 738 มาพร้อมความหนาเพียง 4.97 มิลลิเมตร แต่มีความยอดเยี่ยมด้วยระดับกำลังสำรองถึง 70 ชั่วโมง

Jaeger-LeCoultre Master Control Chronometre Date Power Reserve ย้อนยุคด้วยหน้าปัดสุดสวย
-
การเพิ่มทางเลือกให้กับคอลเล็กชั่น Master Control Chronometre ด้วยรุ่น Power Reserve
-
การแสดงผลบนหน้าปัดอ้างอิงนาฬิการุ่น Futurematic ที่เปิดตัวในปี 1951
-
กลไกอัตโนมัติ Calibre 738 มาพร้อมความหนาเพียง 97 มิลลิเมตร มีกำลังสำรองถึง 70 ชั่วโมง
นอกเหนือกจากรุ่น 3 เข็มแล้ว Jaeger-LeCoultre ยังมีทางเลือกอื่นๆ สำหรับคอลเล็กชั่น Master Control Chronometre อีก 2 รุ่น และหนึ่งในนั้นคือ Jaeger-LeCoultre Master Control Chronometre Date Power Reserve ที่เพิ่งความซับซ้อนของกลไกอีกระดับด้วยการติดตั้งมาตรวัดระดับกำลังสำรองของกลไกเอาไว้ ภายใต้การแสดงผลในแบบสปอร์ตด้วยรูปแบบของหน้าปัดย่อย 2 วงในแบบ Bi-Compax ที่ดูผ่านๆ แล้วคล้ายกับนาฬิกาจับเวลาแบบ Chronograph

สำหรับทางเลือกนี้ทาง Jaeger-LeCoultre มีจำหน่ายเพียงแค่แบบเดียว คือ Ref. Q4168120 บนตัวเรือนขนาด 39 มิลลิเมตรที่ผลิตจากสเตนเลสสตีลทั้งตัวเรือนและสายแบบ 3 แถวลายใหม่ พร้อมหน้าปัดสีเทา-น้ำเงิน หรือ Blue-Grey ซึ่งมีการขัดลายซันเรย์เพื่อให้สามารถเล่นแสงได้อย่างสวยงาม

สิ่งที่แตกต่างจากเพื่อนๆ ร่วมคอลเล็กชั่นคือ บนหน้าปัดของ Jaeger-LeCoultre Master Control Chronometre Date Power Reserve จะมาพร้อมกับหน้าปัดย่อย 2 วง โดยตำแหน่ง 9 นาฬิกาจะเป็นมาตรวัดแสดงระดับกำลังสำรองของกลไก และอีกจุดคือ ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา ตรงนี้จะเป็น Pointer Date ที่แสดงวันที่ด้วยการใช้เข็มชี้ ส่วนตรงกลางจะเป็นเข็มวินาทีของระบบแสดงเวลาหลัก ทางแบรนด์ระบุว่าเป็นการนำเลย์เอาท์นี้มาใช้เพื่อระลึกถึงเรือนเวลารุ่น Futurematic ที่เปิดตัวในปี 1951
อีกกิมมิกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้คือ การใช้สีสันที่สะดุดตา อย่างสีแดงกับตรงจุดที่ต้องการเน้นย้ำถึงความสำคัญ เช่น ตรงแถบใกล้หมดลานบนมาตรวัดแสดงระดับกำลังสำรอง และตัวเลข 31 ของหน้าปัดแสดงวันที่ เพื่อบ่งบอกว่าผู้สวมใส่ควรจะต้องทำอะไรสักอย่างกับนาฬิกา เช่น ขึ้นลาน หรือปรับวันที่ จาก 31 มาที่ 1 ในกรณีที่เดือนที่ผ่านมามีเพียง 30 วัน
![]() |
![]() |
แน่นอนว่าด้วยความบางเพียง 9.2 มิลลิเมตร บวกกับสายแบบ Integrated Bracelet ที่เป็นแบบ Tapered หรือไล่ระดับลดความกว้างของหัวสายลงสู่ส่วนปลายตรวบานพับ ทำให้นาฬิกาเรือนนี้สวมใส่สบายขึ้น และในเมื่อตัวเรือนมีขนาดบาง ดังนั้น Jaeger-LeCoultre จึงต้องมีการปรับให้กลไกที่อยู่บนตัวเรือนรุ่นนี้ต้องมีความบางเพียงพอด้วย
ซึ่งกลไกอัตโนมัติ Calibre 738 มาพร้อมความหนาเพียง 4.97 มิลลิเมตร แต่มีความยอดเยี่ยมทั้งระดับกำลังสำรองถึง 70 ชั่วโมง และความซับซ้อนของกลไกที่เพิ่มขึ้นจากรุ่น Date ทั้งมาตรวัดแสดงระดับกำลังสำรอง และหน้าปัดแสดงวันที่แบบเข็ม


แน่นอนว่ากลไกนี้มาพร้อมความเที่ยงตรงในระดับ Chronometer ตามมาตรฐานของ C.O.S.C. และยังผ่านการทดสอบภายในแบบใหม่ของ Jaeger-LeCoultre ซึ่งเรียกว่า HPG หรือ High Performance Guarantee ซึ่งมาแทนที่การทดสอบที่เรีบกว่า 1,000 Hours Control จึงมั่นใจได้ในคุณภาพที่ผ่านการรับรองจากการทดสอบที่มีความเข้มงวดของแบรนด์
Jaeger-LeCoultre Master Control Chronometre Date Power Reserve มีราคาอยู่ที่ 595,000 บาท
รายละเอียดทางเทคนิค (Technical Specifications)
| คุณสมบัติ | รายละเอียด |
| รุ่น (Ref.) | Q4168120 |
| ขนาดตัวเรือน | 39 มิลลิเมตร (ความหนา 9.2 มิลลิเมตร) |
| วัสดุ | สเตนเลสสตีล (ตัวเรือนและสาย) |
| กระจก | Sapphire |
| กลไก | อัตโนมัติ Calibre 738 พร้อมการแสดงระดับกำลังสำรอง และมีความเที่ยงตรงระดับ Chronometer (หนา 4.97 มม.) |
| กำลังสำรอง | 70 ชั่วโมง |
| ความถี่ | 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) |
| มาตรฐานความเที่ยงตรง | Chronometer & HPG |
| การกันน้ำ | 50 เมตร |
ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานปี 1951
จุดเด่นที่ทำให้รุ่นนี้สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือเลย์เอาท์บนหน้าปัดที่อ้างอิงมาจาก Futurematic นาฬิกาสุดคลาสสิกของแบรนด์ที่เปิดตัวในปี 1951 โดยมาในรูปแบบ:
- Bi-Compax Layout: หน้าปัดย่อย 2 วงที่ดูสปอร์ตคล้ายนาฬิกา Chronograph
- ตำแหน่ง 9 นาฬิกา: มาตรวัดแสดงระดับกำลังสำรอง (Power Reserve Indicator)
- ตำแหน่ง 3 นาฬิกา: การแสดงวันที่ด้วยเข็ม (Pointer Date)
- หน้าปัดสี Blue-Grey: เฉดสีเทา-น้ำเงินขัดลาย Sunray ที่เล่นแสงได้อย่างมีมิติ
Gimmick ที่น่าสนใจ: JLC ใช้ “สีแดง” แต้มในจุดสำคัญ เช่น แถบเตือนเมื่อลานใกล้หมด และเลข 31 บนหน้าปัดวันที่ เพื่อสะกิดเตือนให้ผู้สวมใส่ขึ้นลานหรือปรับวันที่ในเดือนที่มี 30 วัน
กลไก Calibre 738: นิยามของความบางแต่ทรงพลัง
ความเหนือชั้นของ JLC ในฐานะ “The Watchmaker of Watchmakers” ถูกตอกย้ำผ่านกลไก Calibre 738 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเรือนนี้:
- Ultra-Thin: ตัวเครื่องมีความหนาเพียง 4.97 มิลลิเมตร ส่งผลให้ตัวเรือนโดยรวมบางเพียง 9.2 มิลลิเมตร
- Long Power Reserve: แม้จะบางเฉียบแต่สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 70 ชั่วโมง
- Integrated Bracelet: สายสเตนเลสสตีลแบบ 3 แถวลายใหม่ ดีไซน์แบบ Tapered (ไล่ระดับความกว้าง) ช่วยให้การสวมใส่บนข้อมือขนาด 39 มิลลิเมตร มีความสมดุลและสบายที่สุด
มาตรฐานใหม่แห่งความเที่ยงตรง: จาก 1,000 Hours สู่ HPG
นาฬิการุ่นนี้ไม่เพียงแต่ผ่านมาตรฐานโครโนมิเตอร์ระดับโลกอย่าง C.O.S.C. เท่านั้น แต่ยังเป็นรุ่นที่ผ่านการทดสอบภายในมาตรฐานใหม่ของ Jaeger-LeCoultre ที่เรียกว่า HPG (High Performance Guarantee) ซึ่งถูกนำมาใช้แทนที่การทดสอบ 1,000 Hours Control เดิม เพื่อการันตีว่านาฬิกาทุกเรือนมีความทนทานและแม่นยำสูงสุดในทุกสภาวะ
Fanpage : https://www.facebook.com/anadigionline/
YouTube Channel : https://www.youtube.com/channel/anadigionline














