Grand Seiko Studio Shizukuichi เบื้องหลังความงามแห่งเรือนเวลา

0

นาฬิกาของ Grand Seiko มักจะมาพร้อมกับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นรูปแบบที่สวยงามซึ่งสะท้อนผ่านทางหน้าปัดและส่วนต่างๆ ของตัวนาฬิกา และถ้าคุณเป็นแฟนของ Grand Seiko เชื่อว่าสถานที่อย่าง Grand Seiko Studio Shizukuichi ที่จังหวัด Iwate น่าจะเป็นสิ่งที่คุ้นหูมากๆ เพราะทิวทัศน์และภูเขารวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาลของที่นี่มักจะถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของช่างฝีมือ Takumi ซึ่งเราเชื่อว่าความสวยงามที่เกิดขึ้นคือของจริง หลังจากที่ได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศของ Grand Seiko Studio Shizukuichi ถึงประเทศญี่ปุ่น

- Advertisement -

Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi

Grand Seiko Studio Shizukuichi เบื้องหลังความงามแห่งเรือนเวลา

  • สตูดิโอที่ถูกสร้างใหม่ขึ้นมาและเปิดทำการในปี 2020 เพื่อเป็นที่ทำงานของช่างฝีมือ Takumi ทั้งชายและหญิงภายใต้บรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ

  • ตัวอาคารออกแบบโดย Kengo Kuma และแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ คือ Mechanical Movement Parts Exhibit, The Assembly Line และ Studio Seminar ซึ่งส่วนนี้จะมีบูติกและจำหน่ายนาฬิการุ่นพิเศษของที่นี่

  • เปิดให้ผู้มาเยือนเข้าชมแล้วตั้งแต่ปี 2020 และใครที่สนใจต้องลงชื่อจองผ่านทางเว็บไซต์ก่อน

ต้องยอมรับว่าในช่วงปี 2-3 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ Grand Seiko ในกลุ่มคนรักนาฬิกาชาวไทยถือว่ามีความคุ้นเคยและได้รับการตอบรับกันเป็นอย่างดี เรียกง่ายๆ คือ สามารถที่จะเบียดแบรนด์สวิสส์ขึ้นมาติดอยู่บน Wish List ของคนรักนาฬิกาได้อย่างไม่ยาก บางคนบอกว่านี่คือนาฬิกาที่เหมือนกับงานศิลป์ที่ผสานความยอดเยี่ยมหลายๆ ด้านเข้าด้วยกัน ที่สำคัญ คือมีราคาอยู่ในระดับราคาที่สามารถเข้าถึงได้

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับเรื่องนี้นะ ซึ่งเมื่อก่อนเรามักจะได้ยินคำป้ายยาที่คนรักนาฬิกาชาวไทยมักจะนำมาใช้เมื่อพูดถึง Grand Seiko นั่นคือ ‘เข็มสะกดวิญญาณ’ แต่สำหรับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คำนี้ก็ยังคงความขลังในการทำหน้าที่ของมันอยู่ แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมา

คือ การยกในเรื่องของความประณีตในการขัดแต่งตัวเรือน กลไก และการสร้างสรรค์รูปแบบของหน้าปัดนาฬิกาอย่างมีคอนเซ็ปต์และสอดคล้องกับเรื่องราวตามธรรมชาติสอดคล้องกับแนวคิด Nature of Time และเรื่องราวที่ถูกหยิบยกมาเป็นแรงบันดาลใจก็คือ ธรรมชาติที่อยู่รอบๆ สถานที่ตั้งของสตูดิโอของพวกเขา ซึ่งที่ได้เห็นและได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็คือ Grand Seiko Studio Shizukuichi จังหวัด Iwate ประเทศญี่ปุ่น

มีอยู่จุดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากญี่ปุ่น และผมค่อนข้างชอบ ก็คือ จินตนาการ เพราะเมื่อต้องสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาสักอย่าง พวกเขาปลดปล่อยสิ่งนี้ออกมาอย่างเต็มที่และสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ เข้ากับสิ่งที่พวกเขาทำได้อย่างกลมกลืนและสมเหตุสมผล ซึ่งนาฬิการุ่นพิเศษของ Grand Seiko ที่เปิดตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น

การใช้เรื่องราวและสร้างสตอรี่ถือเป็นวิธีคลาสสิคที่แบรนด์มักจะใช้ในการสื่อสารกับลูกค้า หรือคนที่กำลังจะกลายเป็นลูกค้าของพวกเขาได้อินกับสิ่งที่พวกเขามีหรือกำลังจะมี และท่าที่เห็น ส่วนใหญ่มักจะได้ผล…ไม่มากก็น้อย

สำหรับคนที่เป็นลูกค้า เมื่อได้ครอบครองแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องก็คือความอยากจะได้เห็นบรรยากาศจริงๆ ของเรื่องราวที่นาฬิกาเรือนนั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา ส่วนคนที่กำลังจะกลายเป็นลูกค้า การที่ซื้อนาฬิกาสักเรือนแบบที่มีเรื่องราวและรูปแบบที่ชัดเจน ย่อมดีกว่านาฬิการุ่นปกติที่ถูกผลิตขึ้นมาโดยที่ไม่มีเรื่องราวไม่ว่าจะด้านใดก็ตามมาเป็นองค์ประกอบในการช่วยเพิ่มความพิเศษให้กับมัน

ดังนั้น เมื่อ Grand Seiko ส่งคำเชิญในการเดินทางไปที่ญี่ปุ่น โดยมีการไปเยือน Studio ที่ Shizukuichi เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม จึงเป็นเรื่องที่ยากที่จะปฏิเสธ และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากในคำเชิญ ซึ่งจะทำให้พวกเราจะเป็นสื่อมวลชนกลุ่มแรกที่ได้ไปเยือนยังสตูดิโอแห่งนี้หลังจากที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างแดน

มาทำความรู้จักกับ Grand Seiko Studio Shizukuichi

หนึ่งในบรรดาสตูดิโอที่ถูกหยิบยกเรื่องราวและธรรมชาติโดยรอบมาพูดถึงอยู่บ่อยๆ คือ Grand Seiko Studio Shizukuichi ซึ่งที่นี่เพิ่งมีการปรับปรุงและก่อสร้างอาคารแห่งใหม่เพื่อเป็นพื้นที่ทำงานของช่างฝีมือทั้งชายและหญิงที่ถูกเรียกว่า Takumi โดยสตูดิโอของ Grand Seiko นอกจากที่นี่แล้วยังมีอีกที่คือ Shinshu Watch Studio ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัด Nagano และผลิตนาฬิกาที่เป็นกลไก Spring Drive และนาฬิกาควอตซ์ ส่วน Grand Seiko Studio Shizukuichi จะผลิตเฉพาะนาฬิกาจักรกล

Grand Seiko ก่อสร้างอาคารใหม่ที่เป็น Grand Seiko Studio Shizukuichi ขึ้นมาอยู่บนพื้นที่ติดกับอาคารของ Morioka Seiko Instrument Inc. ของ Seiko Watch Corporation ตัวอาคารได้รับการออกแบบโดย Kengo Kuma และเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 กรกฎาคม 2020 ซึ่งเป็นปีของการครบรอบ 60 ปีของแบรนด์ที่ถูกก่อตั้งและจำหน่ายนาฬิกาเรือนแรกเมื่อปี 1960 และเป็นการเปิดตัวในช่วงเวลาเดียวกับที่ Seiko เปิดตัวอาคาร Wako ในกรุงโตเกียวที่ได้รับการปรับปรุงใหม่

ในวันเปิดอาคาร Shinji Hattori ประธานและซีอีโอของ Seiko Watch Corporation ได้กล่าวว่า “สตูดิโอได้จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับช่างฝีมือทั้งชายและหญิง เพื่อทำให้นาฬิกาจักรกลของ Grand Seiko มีชีวิตขึ้นมา และเพื่อให้ช่างนาฬิการุ่นต่อไปได้รับการฝึกฝนและพัฒนาทักษะของพวกเขา สตูดิโอแห่งนี้ยังได้รวบรวมปรัชญา “ธรรมชาติแห่งเวลา” (Nature of Time) ของ Grand Seiko และเป็นหลักฐานที่ชัดเจนต่อสายตาชาวโลก กับการอุทิศตนของเราเพื่อสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาจักรกล”

สำหรับอาคารแห่งนี้มีพื้นที่ใช้สอยที่ 2,244 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่รองรับผู้มาเยือน พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ พื้นที่ทำงาน และบูติกที่จะมีการจำหน่ายนาฬิการุ่นพิเศษที่ต้องบอกว่าพิเศษแบบสุดๆ

ในที่สุดเราก็เจอกับภูเขา Iwate

พวกเราเดินทางออกจากโตเกียวด้วยรถไฟชินคันเซ็นและใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมงในการเดินทางมาถึงจังหวัด Iwate ซึ่งจากที่นี่นั่งรถไปอีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว สิ่งแรกที่เรียกว่าสร้างความประทับใจอย่างมาก คือ บรรยากาศโดยรอบของพื้นที่ ตัวอาคารถูกจัดวางและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ เมื่อบวกกับรูปแบบของอาคารที่เน้นการใช้ไม้ และกระจกในการก่อสร้าง พร้อมกับรูปทรงของตัวอาคารที่สวยและโดดเด่น ยิ่งทำให้องค์ประกอบโดยรวมลงตัวมากยิ่งขึ้น

ในเอกสารข่าวของวันที่เปิดตัวสตูดิโอ Kuma ซึ่งเป็นสถาปนิกชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบสนามกีฬาที่ใช้ในกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว ได้กล่าวว่า ‘มุมมองของ Grand Seiko เกี่ยวกับความสำคัญของธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นในทุกมุมของการออกแบบและโครงสร้างสถาปัตยกรรม ผมมีความสุขอย่างมากกับความท้าทายในการสร้างห้องด้วยไม้ที่มีความสะอาด ที่ซึ่งนาฬิกาที่ความแม่นยำสูงจะถูกประกอบขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลกับวัสดุธรรมชาติกับความต้องการด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในเชิงเทคนิคของห้องนี้ เป็นงานใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง”

เพราะใน 4 ฤดู บรรยากาศของสตูดิโอก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามสีสันของธรรมชาติและกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนี่เป็นความตั้งใจของสถาปนิกที่ต้องการนำ ธรรมชาติ และ เวลา มาผสานกันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการออกแบบนาฬิกา

เมื่อหันหน้าเข้าไปทางด้านหน้าของ Studio ทางขวามือเราจะเห็นภูเขา Iwate ทอดตัวยาวอย่างโดดเด่น และในช่วงที่ไปเป็นหน้าหนาวและมีแนวโน้มว่าหิมะกำลังจะตก เราจึงไม่ได้เห็น ภูเขา Iwate อย่างเต็มตาเท่าไร เพราะมีเมฆปกคลุมอยู่ทั่ว เมื่อเดินเข้าด้านในจะพบกับด่านแรกที่เป็นพื้นที่รับรองและห้องจัดแสดงนิทรรศการ หรือ Mechanical Movement Parts Exhibit ซึ่งจะมีการนำนาฬิการุ่นต่างๆ ที่เป็นรุ่นเด่นของ Grand Seiko ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาจัดแสดง

แต่ที่น่าสนใจและถือว่าทำได้ดีคือ พื้นที่ตรงนี้ทำให้ลูกค้าหรือผู้มาเยือนสามารถเข้าใจได้ว่านาฬิกาของ Grand Seiko มีความยอดเยี่ยมมากแค่ไหนในเรื่องของความใส่ใจในการผลิต เรามักจะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ผ่านทางข่าวหรือข้อความที่อาจจะอยู่บนนิตยสารหรือสื่อออนไลน์ แต่การได้มาเยือนและได้มาสัมผัส คือ ประสบการณ์ที่สามารถสร้างอารมณ์และความรู้สึกได้ในอีกรูปแบบที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน

เพราะเมื่อคุณได้ยินเรื่อง เช่น การผลิตกลไก การขัดแต่งตัวเรือน หรือการตกแต่งกลไกด้วยการผลิตชิ้นส่วนเฉพาะที่มีขนาดเล็กจิ๋ว ชนิดที่เล็กกว่าเมล็ดข้าวสารอีก แถมยังต้องขัดแต่งเพื่อความสวยงาม มันก็เป็นแค่เรื่องของการอ่านและใช้จินตนาการผสานไปเข้าไป แต่ที่นี่ คุณไม่ต้อง ได้ดูได้สัมผัส และได้เห็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมในกระบวนการทำงานในส่วนต่างๆ ของ Grand Seiko และคำว่า ‘ว้าว’ หลุดออกมาจากปากบ่อยครั้งมาก

ทางด้านข้างของอาคารจะเป็นโถงทางเดิน เมื่อหันหน้าเข้าสตูดิโอฝั่งขวาเป็นกำแพงกระจกที่สามารถมองเห็นพื้นที่สนามหญ้า ซึ่งมีภูเขา Iwate เป็นแบ็คกราวน์อยู่ทางด้านหลัง ด้วยความที่เป็นพื้นที่เปิดไม่มีรั้วกั้น บางครั้งจะมีพวกละมั่งหรือกวางเดินหลุดเข้ามาให้เห็น

ขณะที่ฝั่งซ้ายจะเป็น The Assembly Process ซึ่งเป็นแนวกระจกสำหรับใช้ดูการทำงานของช่างฝีมือ Takumi ทั้งชายและหญิงของ Grand Seiko ที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง และตรงผนังจะมีตู้โชว์แบบบิลด์อินขนาดเล็ก และบอกว่า แต่แถวของโต๊ะที่ช่างนั่งอยู่ เป็นไลน์ผลิตของกระบวนการไหน เรียกว่าเมื่อช่างฝีมือในห้องหันไปทางขวามือของพวกเขาจะสามารถพบกับวิวอันสวยงามของธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา และเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ใครๆ ก็มักจะพูดว่าง สภาพแวดล้อมและบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่ทำงานจะมีส่วนช่วยในเรื่องของพลังทางความคิดในการทำงาน

ขึ้นชั้น 2 สัมผัสกับห้องรับรองและบูติกสุดพิเศษ

เมื่อเดินจนสุดโถงทางเดิน จะมีบันไดทางฝั่งซ้ายมือเพื่อนำขึ้นสู่ชั้นบนของตัวอาคาร จะพบกับห้องกว้างขวาง ที่เรียกว่า Studio Seminar สำหรับนั่งพักเพื่อชมวิว เพราะเมื่อมองออกไปทางผนังกระจกเราจะมองเห็นวิวของธรรมชาติที่มีภูเขา Iwate ทอดตัวอยู่ ขณะที่สุดปลายห้องด้านในจะเป็นบูติกเล็กๆ สำหรับจำหน่ายนาฬิการุ่นพิเศษ และปลายอีกฝั่งจะเป็นโต๊ะทำงานของช่างฝีมือ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ให้ผู้มาเยือนสามารถลองประกอบชิ้นส่วนนาฬิกาจักรกลได้ด้วยตนเอง

นอกจากนั้นยังมีแท่นสำหรับแสดงโมเดลจำลองของตัวอาคาร Grand Seiko Studio Shizukuichi และกลไกตัวเทพของ Grand Seiko ที่ในตอนแรกเป็นต้นแบบ ก่อนที่จะมีการผลิตขึ้นมาจริง นั่นคือ กลไกรหัส T0 (T-Zero) Constant-force Tourbillon

อีกความพิเศษของที่นี่คือ บูติกที่จำหน่ายนาฬิกา Grand Seiko รุ่นพิเศษ หรือ Shizukuichi Original Model ซึ่งต้องบอกว่าพิเศษจริงๆ เพราะถูกผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายเฉพาะที่สตูดิโอแห่งนี้เท่านั้น รุ่นที่เห็นแล้วสะดุดตามากเลย คือ SBGH283 มาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติ Hi-Beat 36,000 ครั้งต่อชั่วโมงในรหัส 9S85  พร้อมหน้าปัดสีเขียวเข้มที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าโดยรอบสตูดิโอ ซึ่งเมื่อดูด้านหน้าอาจจะมีหน้าปัดและลวดลายที่คล้ายกับรุ่นทั่วไปที่มีขาย แต่เมื่อพลิกฝาหลังจะพบกับโรเตอร์ขึ้นลายที่มีการสกรีนข้อความว่า Shizukuichi Limited

นาฬิกาเหล่านี้ไม่มีการโทรมาสั่งแล้วส่งไปให้ คุณ (หรือคนที่ถูกไหว้วานมา) จะต้องมาที่นี่เพื่อดูและสัมผัสตัวเป็นๆ แล้วจากนั้นจะซื้อได้ และจำกัด 1 ท่านต่อ 1 เรือนเท่านั้น เรียกว่าเป็นของฝากที่บรรดาแฟนๆ Grand Seiko ที่มาเยือนที่นี่ไม่ควรพลาด

การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานแห่งความยั่งยืน

สิ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานแล้ว สิ่งแวดล้อมโดยรวมที่เห็นอยู่รอบๆ Grand Seiko Studio Shizukuichi เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นโดยอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยที่ไม่สร้างผลกระทบ

จริงๆ แล้วบนพื้นที่โดยรวม 103,862 ตารางเมตรของ Morioka Seiko Instrument Inc. และ Grand Seiko Studio Shizukuichi จะถูกแบ่งเป็นพื้นที่สีเขียวของธรรมชาติมากถึง 37% หรือ 38,685 ตารางเมตร แน่นอนว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศโดยรอบจะสามารถช่วยสร้างสรรค์ความคิดได้ แต่อีกนัยคือ การช่วยลดการสร้างผลกระทบของทุกชีวิตที่อยู่บนพื้นที่ได้ด้วยเช่นกัน

ทาง Grand Seiko และ Seiko ก็มีนโยบายในการเป็น Earth-Manufacturing  ด้วยการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซมลพิษเป็นศูนย์ เช่นเดียวกับการลดการทิ้งขยะที่เป็นอันตรายออกสู่สิ่งแวดล้อมจำนวน 9,625 ตัน และน้ำเสียจำนวน 2,793 ลิตรภายใน 5 ปี พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจด้วยโดยมีแนวคิดในเรื่องของความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral ผนวกพื้นที่ทางธรรมชาติและพื้นที่ผลิตให้มีความกลมกลืนผสมผสานกัน

ตรงส่วนของ Morioka Seiko Instrument Inc. จะมีพื้นที่ซึ่งเรียกว่า Waku Waku Exciting Forest ซึ่งที่นี่จะเป็นพื้นที่ป่า ซึ่งจะมีการสร้างทั้ง Bird House, Insect Hotel รวมถึงการอนุรักษ์พืชที่หายาก ซึ่งกระจายอยู่รอบๆ พื้นที่ ขณะที่ตรงส่วนของ Grand Seiko Studio Shizukuichi จะสร้างเป็นสวนและเส้นทางเดินธรรมชาติ ซึ่งโดยรอบจะมีทั้งระบบบำบัดน้ำเสีย การปลูกพืช และบ้านสำหรับนกกระจายอยู่โดยรอบ เพียงแต่ช่วงเวลาที่เราเดินทางไปเยือนนั้น เป็นหน้าหนาว ทิวทัศน์โดยรอบจึงมีแต่ความแห้งแล้ง และมีสีน้ำตาลมากกว่าสีเขียว

นี่คือประสบการณ์ที่บอกได้เลยว่า ถ้าคุณเป็นแฟน Grand Seiko หรือไม่ใช่เป็นแฟน แต่อยากทำความรู้จักนาฬิกาแบรนด์นี้ให้มากขึ้น การวางแผนเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นพร้อมกับแทรกทริปย่อยที่ออกเดินทางมาที่จังหวัด Iwate และมาเยือน Grand Seiko Studio Shizukuichi เป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง เพียงแต่ก่อนเดินทาง อย่าลืมเช็ดวันและเวลาทำการและจองคิวเข้าเยี่ยมชมที่ https://www.grand-seiko.com/global-en/special/studio-shizukuishi ก่อนนะครับ

 บรรยายภาพ

Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi

โถงทางเดินเข้าสู่ด้านข้างของตัวอาคาร ซึ่งด้านหนึ่งคุณจะเห็นวิวที่สวยงามซึ่งมีภูเขา Iwate เป็นแบ็คกราวน์ และอีกด้านหนึ่งจะเป็น The Assembly Line ที่ช่างฝีมือ Takumi ทั้งชายและหญิงทำงาน
Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi
ภายในห้องทำงานจะมีแนวโต๊ะซึ่งรับหน้าที่ในการผลิตนาฬิกา Grand Seiko ตามขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดเอาไว้ ซี่งช่างฝีมือที่นี่ทำงานกันอย่างเต็มที่ท่ามกลางทิวทัศน์ที่สวยงาม
Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi
นาฬิการุ่นพิเศษ หรือ Shizukuichi Original Model ต้องบอกว่าพิเศษจริงๆ เพราะถูกผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายเฉพาะที่สตูดิโอแห่งนี้เท่านั้น
Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi
แนวโถงทางเดินที่ทอดตัวจากด้านหน้าอาคารไปยังท้ายอาคารฝั่งหนึ่งจะเป็นกระจกใสที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้
Iwate ที่เป็นแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์เรือนเวลาหลายต่อหลายรุ่นของ Grand Seiko ปกคลุมด้วยเมฆ เลยทำให้มองไม่เห็นแบบเต็มๆ

Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi

พื้นที่ในส่วน ห้องจัดแสดงนิทรรศการ หรือ Mechanical Movement Parts Exhibit ตรงนี้เราจะได้เห็นนาฬิกาหลายต่อหลายรุ่นของ Grand Seiko รวมถึงเทคนิคการผลิตและเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ซึ่งสามารถบิลด์อารมณ์ในเรื่องของความรู้สึกที่ดีต่อตัวนาฬิกาอย่างมาก เพราะทำให้เราได้เห็นถึงความพยายามของช่างฝีมือที่นี่ในการทำงานกว่าจะได้เป็นนาฬิกาสักเรือน
Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi
Grand Seiko ผลิตทุกชิ้นส่วนด้วยตัวเองแม้แต่น็อตตัวเล็กๆ ที่เห็นอยู่นี้ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเมล็ดข้าวสารเสียอีก
Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi
กว่าจะเป็นหน้าปัดสวยๆ ปรากฏอยู่บนตัวเรือน การผลิตถือว่ามีความซับซ้อนมาก เพราะต้องมีการขัดและปั๊มขึ้นรูปหลายรอบ
นาฬิการุ่นต่างๆ ของ Grand Seiko ถูกนำมาจัดแสดงเพื่อยืนยันถึงการสืบทอดในเรื่องของการสร้างสรรค์นาฬิกาตามแนวคิด Grand Seiko Style
Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi
นาฬิกาสุดคลาสสิครุ่นต่างๆ ของ Seiko ก็มีจัดแสดง โดยที่เห็นซ้ายมือสุดคือ Laurel นาฬิกาข้อมือเรือนแรกที่ถูกผลิตขึ้นในปี 1913
วัสดุอัลลอยที่มีชื่อว่า SPRON ของ Seiko และ Grand Seiko ที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตใยนาฬิกาและลานนาฬิกา

Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi

กลไกต้นแบบ T0 Constant-force Tourbillon ซึ่งถูกต่อยอดและนำมาผลิตเป็นเรือนจริงเพื่อจำหน่ายแล้ว
Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi
โมเดลจำลองแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างและรูปแบบของตัวอาคาร
บริเวณโดยรอบพื้นที่ของ Morioka Seiko Instrument Inc. และ Grand Seiko Studio Shizukuichi จะถูกแบ่งเป็นพื้นที่สีเขียวของธรรมชาติมากถึง 37% หรือ 38,685 ตารางเมตร และมีการตั้ง Insect Hotel เพื่อให้แมลงต่างๆ ได้เข้ามาอยู่อาศัยและช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติ
Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi
ธารน้ำตรงส่วนข้างๆ Grand Seiko Studio Shizukuichi เป็นน้ำที่ถูกกรองและบำบัดก่อนปล่อยออกมาสู่สระขนาดใหญ่
สภาพธรรมชาติโดยรอบ Grand Seiko Studio Shizukuichi ซึ่งมีการจัดเป็นสวน
Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi Grand Seiko ถึง Studio Shizukuichi
กว่าจะมาเป็นตัวเรือนที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ของ Grand Seiko ชิ้นงานต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนตามการขัดแบบ Zaratsu