Casio G-Shock GA110LP-3ADR ความแตกต่างอยู่ที่สาย

0
491

Casio G-Shock กับคอลเล็กชั่น Punching Pattern Series มาพร้อมกับการเจาะรูที่สายเพื่อประสิทธิภาพในการระบายอากาศให้ดีขึ้น แต่นั่นก็ต้องแลกมากับค่าตัวที่แพงกว่ารุ่นธรรมดา

Casio G-Shock GA110LP-3ADR ความแตกต่างอยู่ที่สาย
Casio G-Shock GA110LP-3ADR ความแตกต่างอยู่ที่สาย

Casio G-Shock GA110LP-3ADR ความแตกต่างอยู่ที่สาย

- Advertisement -

ปกติผมไม่ใช่แฟนของ GA110 นาฬิกาแฟชั่นแต่ฟังก์ชั่นเยี่ยมของ Casio G-Shock สักเท่าไร เพราะเมื่อก่อนราคาขายตามเน็ต  ‘แพงมาก’ ทั้งที่ราคาหน้าป้ายแค่ตัวเลข 4 หลักเท่านั้น ซึ่งเพราะความสวย สีสันสดใหม่ มันจึงมักจะเป็นตัวเลือกแรกที่ถูกกวาดเกลี้ยงตู้ก่อนวางขายเสียอีก

ชนิดที่บางรุ่นกลายเป็นตำนานที่ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ ปรากฎในตู้โชว์ตามห้างเลยทั้งๆ ที่ CMG เอาเข้ามาขาย แต่ในยุคใหม่ ซึ่งนักสะสมรุ่นเก่าติดดอยกันเป็นแถวเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับปริมาณ GA110 ตัวหายากโผล่ออกมาในตลาดเหมือนคลังโดนทลาย นั่นก็เลยทำให้ผมเริ่มหันมามองนาฬิการุ่นนี้อีกครั้ง เพราะราคาขายกลับมาอยู่ในที่จับต้องได้ ซึ่งในท้ายที่สุด ผมก็มาจบเอาที่ GA110 เรือนที่ 2 ในชีวิตกับรุ่น GA110LP-3ADR ซึ่งมีความแตกต่างอยู่ที่สาย

เอาเข้าจริงๆ นะที่เลือกรุ่นนี้ ก็เพราะการให้สีสันกว่า GA110 รุ่นอื่นที่วางขาย ก่อนที่จะผงะนิดหน่อยเมื่อถามราคาป้าย เพราะดันแพงกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

GA110LP-3ADR อยู่ในคอลเล็กชั่น Punching Pattern Series ซึ่งมีขายด้วยกัน 5 สี และเจ้านี่ดูดีที่สุดโดยเปิดตัวขายเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เหตุผลที่ผมชอบการใช้สีโทนเขียวเข้ม+ดำ ก็เพราะมันชวนให้นึกถึงเจ้าลูกกะจ๊อกของการ์ตูนเรื่อง Mobile Suit Gundam อย่าง MS-06 หรือ Zaku ซึ่งเป็นหุ่นตัวโปรดของผมตั้งแต่สมัยเด็กๆ (ใครที่มีคอลเล็กชัน Gundam และ Char ที่เปิดตัวออกมาก่อนหน้านี้น่าจะเก็บเข้าคอลเล็กชั่นนะ) กับอีกเรื่องคือ รูปแบบของสายที่ดูแตกต่างจาก GA110 รุ่นอื่นๆ

แน่นอนว่าเหตุผลข้อหลังส่งผลต่อราคาตั้งด้วย โดยราคาป้ายที่หน้าตู้ของตัวแทนจำหน่ายอยู่ที่ 6,200 บาท ซึ่งถือว่าแพงกว่า GA110 รุ่นอื่นๆ อย่างชัดเจน มันก็เลยทำให้เกิดคำถามว่า ในเมื่อกลไกเดียวกัน วัสดุที่ใช้ก็เหมือนกัน ไม่ได้เป็นรุ่นพิเศษที่แพ็คเกจเว่อร์วังอลังการ และสายก็เป็นแบบ Dual Layer แบบทูโทนที่เป็นเอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นใหม่ในตระกูล GA และบางรุ่นของ G-Shock ไปแล้ว…แล้วมันแพงที่ตรงไหนกันแน่ ?

คำตอบที่ได้จากการคาดเดาคือ ไอ้รูๆ ที่อยู่บนสายนั่นแหละที่น่าจะทำให้แพง และมันก็น่าจะจริง

เรื่องของเรื่องคือ Casio บอกว่ามันเป็นเทคโนโลยีใหม่ในเรื่องของการระบายอากาศและความชื้น เพราะตามปกติถ้ามองไปที่สายไม่ว่าจะสายสั้นหรือสายยาวของ G-Shock เกือบทุกรุ่นจะเป็นแบบสายทึบ (ถ้าใครเถียงว่าไม่ใช่ เพราะสายสั้นมีรูนะแอดฯ ผมแนะนำให้รีบปิดหน้านี้โดยไว ไม่อยากคุยด้วยละ 555)

Casio บอกว่าไอเดียของสายแบบนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการระบายความร้อนของเสื้อผ้ากีฬาที่จะต้องทำหน้าที่นี้ได้ดีในยามสวมใส่ตอนออกกำลังกาย ซึ่งนั่นได้มีการนำมาประยุกต์ใช้กับสายของ G-Shock โดยเริ่มกับรุ่น GA110 ที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก และการเจาะรูอย่างมีระเบียบนี้จะช่วยในเรื่องของการระบายความชื้น และอากาศได้ดีขึ้น ทำให้การใส่ GA110 ในการออกกำลังไม่มีปัญหาเรื่องความอับชื้นในขณะสวมใส่ (แต่ผมยังไม่ได้ลองนะ เพราะช่วงนี้ฝนตกเกือบทุกวันเลย) ก็เลยไม่ว่ากับแขนที่มีขนเยอะผิดปกติของผม เจ้าเทคโนโลยีนี้จะช่วยได้ไหม ?

เอาเป็นว่าด้วยเทคโนโลยีนี้ทำให้ราคาของ GA110LP ขยับขึ้นจากเดิมอีกนิดหน่อย จากเดิมที่ราคาป้ายจะอยู่ที่ 5,000 บาทต้นๆ และก็ไม่รู้ว่าด้วยเพราะเหตุใด ผมพยายามควานหาตามบอร์ดซื้อขายในกลุ่ม FB ของ G-Shock อยู่นานสองนานก็ไม่เจอพ่อค้าคนไหนเอามาขายสักที ไม่ว่าจะของหิ้วหรือของศูนย์ จะว่าเปิดตัวมานานแล้วดู ไล่ดูเวลามันก็แค่ครึ่งปีนิดๆ เท่านั้นเอง ครั้นจะกัดฟันถอยจากตู้ในห้างด้วยส่วนลดเพียง 15% ก็และดูจะใจกล้าไปสักหน่อย สุดท้ายก็มาเจอกันข้างนอกจนได้เพราะโลก Social เพราะมีร้านดังที่ซีคอน สแควร์แถวบ้านผมสั่ง CMG เข้ามาขายในราคาที่สบายกระเป๋า

GA110 เป็นนาฬิกาที่เปิดตัวออกมาในช่วงปี 2009 พร้อมกับเพื่อร่วมรุ่นที่ใช้กรอบสายเดียวกันแต่ต่างโมดุลอย่าง GA100 และถ้าให้ผมคิดนะ นี่คือตัวจุดชนวนที่ทำให้ G-Shock ไม่เฉพาะในบ้านเรา ที่อาจจะดังอยู่แค่เฉพาะกลุ่ม กลายเป็นนาฬิกาขวัญใจมหาชนอย่างรวดเร็วจนแพร่กระจายทั่วโลก เพราะดีไซน์ที่ดูสวย และการใช้สีที่สวย มีคอลเล็กชั่นให้เลือกมากมาย ซึ่งในช่วงแรกของการเปิดตัว 2 สี Hyper กับ 3 สีพื้นๆ 2 รุ่นแบบทูโทน และอีก 1 Man Box ได้กลายเป็น Rare Item ถูกกวาดต้อนหายเกลี้ยงจนราคาขยับจากพันกลางไปทะลุเอาหลายหมื่น โดยมี Man Box กลายเป็นตัวชูโรงด้วยค่าตัวตอนนั้นในระดับครึ่งแสนบาท แต่ผมก็มีโอกาสได้เป็นเจ้าของสีเหลือง Hyper ในราคาที่ถูกโคตรๆ แค่ 1,400 บาท เพราะการแบ่งปันของคนในบอร์ด Watch2home.com รู้งี้ซื้อสีชมพูมาด้วยอีกเรือน แต่ตอนนั้นไม่ดันไม่เอา เพราะแหว๋วเกินไป

ผมเชื่อนะว่าสิ่งที่ทำให้ GA110 ได้รับความนิยมคงไม่ใช่เพราะฟังก์ชั่นของ Module 5146 (มีอีก Module ในรหัส 5425 ซึ่งต่างกันแค่กราฟฟิกแถบสีดำวิ่งเวลาจับเวลาบนหน้าจอด้านบน แต่ฟังก์ชั่นหลักๆ เหมือนกันหมด) ที่เด่นในเรื่องการจับเวลา ทั้งจับเวลาต่อรอบ แยกจับเวลา 2 ส่วน หรือ Split Time และจับเวลาละเอียด 1/1000 (ขณะที่ส่วนใหญ่ 1/100) แต่เป็นหน้าตาและการเลือกใช้สีแบบโดนๆ มากกว่า ซึ่งผมก็เป็นแบบนั้น เพราะฟังก์ชั่นพวกนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของผมนอกจากจับเวลาถอยหลังการอบมาม่า ส่วนที่เหลือพวกตั้งปลุก World Time 48 เมืองจาก 29 เชตเวลา รวมถึงการพลิกมือเพื่อให้ไฟติดก็มีมาหมด

สำหรับ Module 5146 เป็นแบบกินถ่านเป็นอาหาร ไม่มี Tough Solar แต่อายุการใช้งานโดยประมาณสำหรับแบตเตอรี่ CR1220 ก็ประมาณ 2 ปีตามที่ Casio เคลมเอาไว้ ในกรณีที่คุณไม่ซนมากจนเกินไปในการใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าขัดใจสำหรับการใช้หลอด LED เป็นตัวให้แสงสว่างโดยติดตั้งอยู่ที่บริเวณ 6 นาฬิกาคือ มันไม่สวยตอนทำงาน ดูหลอนๆ ยังไงพิกล เอาเป็นว่าถ้าเปลี่ยนเป็นการสร้างการเรืองแสงแบบรุ่นที่ใช้จอดิจตอลทั่วไป แล้วป้ายพรายน้ำที่เข็มวินาที ผมว่ามันจะโอเคกว่าที่เป็นอยู่นี้นะ

ในแง่ของการสวมใส่ กับข้อมือ 7 นิ้วที่คุ้นเคยกับนาฬิกา Oversize มาตลอดชีวิต ผมว่า GA110 ตอบโจทย์ในแง่ความลงตัวของขนาดตัวเรือนกับข้อมือผมได้เป็นอย่างดี และเอาเข้าจริงๆ ใส่สบายกว่า Frogman อีก เพราะดูเหมือนว่ารูบนสายกับขนาดข้อมือของผมจะมีความสัมพันธ์มาก ไม่คับหรือหลวม เรียกว่าไม่ต้องรัดแน่นจนเกินไปเพื่อไม่ให้นาฬิกาดิ้นเหมือนกับ Frogman

ส่วนเรื่องของการระบายความร้อนของสายจะมีประสิทธิภาพอย่างที่ Casio บอกมาหรือไม่นั้น ผมยังไม่ได้มีโอกาสลองสวมในขณะออกกำลังกายใดๆ แต่เท่าที่ลองใส่มา 2-3 วันหลังจากสอยเข้ากรุ เจ้ารูต่างๆ ยังไม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ของมันเองเลย เพราะชีวิตในช่วงนั้นส่วนใหญ่จะนั่งอยู่ในห้องแอร์เป็นหลัก ยังไม่โดนเรียกออกไปลองภาคสนาม แต่ก็เชื่อนะครับว่าอย่างน้อยมันน่าจะมีประโยชน์กว่าสายทึบๆ อย่างแน่นอนในแง่การระบายความร้อน

กับคำถามที่ว่ามันคุ้มไหมสำหรับการจ่ายเพิ่มเพื่อได้ประโยชน์เรื่องสายที่มีการเจาะรู ? ผมว่าคุณคงมีคำตอบในใจเหมือนกับผมนั่นแหละ คุณยอมควักเงินซื้อ GA110 คงไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีหรือระบบที่อยู่ในตัวของมัน แต่ซื้อเพราะสีและลวดลายมากกว่า ซึ่งผมก็กำลังจะบอกว่า ผมก็เป็นแบบนั้นครับ

คุณสมบัติของ : Casio G-Shock GA110LP-3ADR

  • ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง : 51.2 มิลลิเมตร
  • Lug-to-Lug : 55 มิลลิเมตร
  • หนา : 16.9 มิลลิเมตร
  • Module : 5146
  • ความเที่ยงตรง : +/- 15 วินาทีต่อเดือน
  • ฟังก์ชั่น : จับเวลาต่อรอบ แยกจับเวลา 2 ส่วน หรือ Split Time และจับเวลาละเอียด 1/1000 EL Auto Light
  • จุดเด่น : ดีไซน์สวย สปอร์ต ฟังก์ชั่นการจับเวลามีหลายรูปแบบ สายถูกออกแบบเพื่อการระบายความร้อน
  • จุดด้อย : ราคาสูงกว่ารุ่นปกติ

ANA-DIGI FACEBOOK Comments

Facebook Comments Sync