Casio G-Shock กับ 5 คอลเล็กชั่นเด่นรุ่น Anniversary

0
728
- Advertisement -

25 30 35 Anniversary ในแต่ละปีที่สำคัญของการฉลองครบรอบอายุการอยู่ในตลาดของ G-Shock ทาง Casio มักจะมีคอลเล็กชั่นใหม่สำหรับปีนั้นๆ ออกมาขายไม่ต่ำกว่า 3 รุ่น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณเป็นแฟนตัวจริง คงเก็บครบ แต่ถ้าเป็นตัวจริงแต่งบไม่ถึง เราขอแนะนำ 5 คอลเล็กชั่นที่น่าสนใจจากการฉลอง 3 ช่วงอายุที่สำคัญของ G-Shock

Casio G-Shock กับ 5 คอลเล็กชั่นเด่นรุ่น Anniversary

ปีนี้จะเป็นปีที่ Casio G-Shock มีอายุครบ 35 ปี หรือ 35th Anniversary นับจากที่พวกเขาให้กำเนิดนาฬิกาสุดแกร่งออกสู่ตลาดมาตั้งแต่ปี 1983 และเพิ่งฉลองยอดขายรวม 100 ล้านเรือนทั่วโลกไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

แน่นอนว่าแต่ละครั้งของการครบรอบปีที่สำคัญ Casio ก็มักจะผลิตคอลเล็กชั่นใหม่ๆ ที่สวยสะดุดตาออกมาลุยตลาดเพื่อเรียกความสนใจจากบรรดาแฟนๆ และนักสะสมทั่วโลก ซึ่งในเวอร์ชันครบรอบ 35 ปี ณ ตอนนี้มีการเปิดตัวออกมา 3 คอลเล็กชั่น

แต่ก่อนหน้านั้นในการฉลองครบ 25 และ 30 ปี พวกเขาก็มีการผลิตรุ่นย่อยออกมาขายหลายรุ่นกันเลยทีเดียว เอาละสำหรับใครที่ติดอยากจะตามเก็บและยังมองไม่ออกว่าจะลุยไปทางไหนดี เราคิดว่านื่คือ 5 คอลเล็กชั่นจากการฉลอง Anniversary 3 ช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของ G-Shock ที่เราคิดว่าสวยและโดนใจอย่างมาก

1.Dawn Black : เป็นคอลเล็กชั่นแรกของการฉลองครบรอบ 25 ปี หรือ 25th Anniversary ของ G-Shock เปิดตัวต้นปี 2008 โดยมีขายด้วยกัน 5 รุ่น คือ GW5525, GW5628, AWG-525, GW225 และ GW9025 ซึ่งรุ่นที่น่าสนใจก็หนีไม่พ้น Frogman ซึ่งในตอนนั้นถือเป็น Top of the line ของ G-Shock

สิ่งที่น่าสนใจของคอลเล็กชั่นนี้คือ การใช้ตัวเรือนสีดำซึ่งตัดกับตัวอักษรบนตัวเรือนที่เป๊นสีเหลืองอ่อนๆ เช่นเดียวกับหน้าจอที่แม้ว่าจะดูแล้วคล้ายกับพวก G-Shock รุ่นพื้นฐาน คือออกเหลืองอ่อน แต่ถือว่ามีความสวยและสะดุดตาอย่างมาก

โดยในคอลเล็กชั่นนี้จะมีการผลิตออกมา 2 แพ็คเกจด้วยกัน คือ แบบกระป๋องสำหรับตลาดต่างประเทศ และกล่องสมบัติ หรือ Treasure Trunk สำหรับตลาดในญี่ปุ่น เรียกว่าเลอค่าอย่างมาก และว่ากันว่าตลอดอายุในการทำตลาด มีการผลิตออกสู่ตลาดรวมทั้งหมด 19,000 เรือนใน 5 รุ่นย่อย หรือเฉลี่ยบวกลบรุ่นละ 3,800 เรือน

2.Red Out : ตัวจริงยังไม่ออกมา แต่ต้องบอกว่าในบรรดา 3 คอลเล็กชั่นของรุ่น Anniversary 35 ปีของ G-Shock ที่เปิดตัวออกมานั้น รุ่นนี้ถือว่าโดนสุด เราไม่นับเรื่องของความเทพของรุ่นย่อยที่อยู่ในคอลเล็กชั่น แต่กำลังจะบอกถึงแนวทางการนำเสนอในด้านสไตล์ การใช้สี และรูปแบบโดยรวมของตัวนาฬิกา

ซึ่ง Red out ทำได้อย่างโดดเด่นสมชื่อ แม้ว่านาฬิกาที่นำมาใช้ในคอลเล็กชั่นนี้จะเป็นกลุ่มรุ่นธรรมดา ไม่ใช่ตัวเทพเหมือนอย่าง Tornado Gold หรือคอลเล็กชั่นที่ 2 โดยในตลาดต่างประเทศจะมีการเปิดตัวออกสู่ตลาด 4 รุ่น คือ W5635C-4 ตามด้วย DW5735C-4, DW6935C-4 และ GA735C-4A

ส่วนเวอร์ชันญี่ปุ่นจะมีเรือนที่ 5 แทรกเข้ามาเหมือนกับคอลเล็กชั่นแรก แต่คราวนี้ใช้รุ่น AWG-M535C-4AJR ความพิเศษของคอลเล็กชั่นนี้ คือ ทุกเรือนจะมากับสีแดงออกโทนชมพูเข้ม และหน้าจอก็จะมีโทนสีแดง Red-Tinted LCD พร้อมปุ่มกดสีดำ เช่นเดียวกับตัวรัดสายและเข็มขัดรัดสายใช้สีดำเป็นตัวตัดเพื่อความโดดเด่น

3.Lightning Yellow : สารภาพเลยว่าครั้งแรกที่เห็น ตกหลุมรักคอลเล็กชันนี้ของรุ่น Anniversary 30 ปี และถือเป็นการเลือกใช้โทนสีที่สวยสะดุดตา มีความโดดเด่น ซึ่งสีเหลทองที่สดใสตัดกับการใช้สีดำ และสีแดงตามจุดต่างๆ ของตัวเรือนนาฬิกานั้นถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก

อีกทั้งในกลุ่มไลน์อัพที่วางขายของ Lightning Yellow ยังมีความหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่รุ่นธรรมดาอย่าง GD-X6930E-9 ตามด้วย GW-M5630E-9JR และกลุ่ม Master of G อย่าง Rangeman GW9430EJ-9 และ Frogman รุ่นเล็ก GF-8230E-9JR โดยที่ในคอลเล็กชั่นนี้จะมีกบเทพอย่างตัวไทเทเนียมที่ใช้พื้นฐานของ GWF-100 ออกวางขายด้วย ในรหัส GWF-T1030E-9 และมีการผลิตเพียง 333 เรือนเท่านั้น

4.Ocean Gray : หลายคนถามว่ามีรุ่นนี้ขายด้วยหรือในคอลเล็กชั่นฉลอง 25 ปี หรือ 25th Anniversary คำตอบคือ มี วางขายในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2008 และมีจำนวนทั้งหมด 12,000 เรือนจากนาฬิกาที่ผลิตออกมาเพียง 3 รุ่นเท่านั้น คือ DW-5025D, AWG-525D และ GW-9125D ที่เป็น Gulfman เวอร์ชัน Multiband ตัวเรือนจะเป็นสีเทาใส ตัดกับการใช้สีทองตามรายละเอียดบางจุดบนหน้าปัด

ซึ่งจะว่าไปแล้วดูคมเข้มและสวยกว่า Glorious Gold ที่เปิดตัวตามหลังจากนี้ไม่นาน แม้ว่ารุ่นจะมีให้เลือกไม่เยอะ แต่ระดับความหายากในตลาดบอกได้เลยว่า มากถึงมากที่สุด

5.Big Bang Black : ตอนแรกมีแต่คนค่อนแคะเอาไว้เป็นคอลเล็กชั่นเปิดหัวของการฉลอง 35 ปี หรือ 35 Anniversary ที่ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรเพราะว่ารุ่นที่นำมาเป็นส่วนประกอบในคอลเล็กชั่นนี้นั้นไม่ก่อให้เกิดอาการ ‘ว้าว’ และส่วนใหญ่เป็นตัวธรรมดาที่เห็นกันจนชินตา แต่สิ่งที่ทำให้เรายอมรับกับคอลเล็กชั่นนี้คือ การทำนาฬิกาสีเข้มให้มีความสวย โดดเด่น ควบคู่ไปกับความดุดันได้อย่างลงตัว

ซึ่งถ้าใครได้ลองจับที่วัสดุของตัวนาฬิกาแล้วจะพบว่าการใช้สีดำเข้มแบบด้านๆ นั้น ทำให้ตัวเรือนของ Black Out ดำได้ใจอย่างมาก แถมการใส่ข้อความ ‘Since 1983’ ถือเป็นการสร้างความแตกต่างจุดเล็กๆ บนตัวเรือนนาฬิกาที่ทำได้อย่างน่าสนใจมาก ในรุ่นนี้มีการผลิตออกมา 2 แบบคือ

สำหรับตลาดประเทศจะมีด้วยกัน 4 รุ่นคือ GA135A-1A ตามด้วย GA735A-1A, GG-1035A-1A และ GA835A-1A ซึ่งรุ่นนี้ถือว่าเปิดตัวเป็นครั้งแรกกับการเป็นเวอร์ชันพิเศษ ก่อนที่จะมีการผลิตรุ่นธรรมดาตามออกมาขายในภายหลัง

ส่วนตลาดญี่ปุ่นมีการผลิตอีกรุ่นเพื่อความพิเศษ นั่นคือ GA-5035A ซึ่งในตอนแรกเราก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่าในเมื่อจะฉลอง 35 ปีที่มีรุ่น DW5000C เป็นจุดเริ่มต้น แล้วทำไมถึงไม่มีทายาทของรุ่นนี้อย่าง DW-5600 วางขายในคอลเล็กชั่นด้วย ซึ่งคำตอบของ Casio คือ การยกให้เป็นเรือนพิเศษสำหรับตลาดญี่ปุ่น