House of Oris เปิดบ้าน แสดงเรือนเวลาใหม่จาก 4 คอลเล็กชั่น

0
557

Trocadero Time ผู้แทนจำหน่ายนาฬิกา (โอริส) Oris อย่างเป็นทางการในเมืองไทย เนรมิตพื้นที่ให้เป็น House of Oris เพื่อนำ 4 คอลเล็กชั่นหลักของพวกเขามาจัดแสดง โดยไฮไลท์เด่นของงานคือ การจัดแสดง Oris Big Crown ProPilot X Calibre 115 ซึ่งถือเป็นนาฬิการุ่นเด่นในปีนี้ของแบรนด์เลยก็ว่าได้

- Advertisement -

House of Oris

House of Oris เปิดบ้าน แสดงเรือนเวลาใหม่จาก 4 คอลเล็กชั่น

  • เปลี่ยนบรรยากาศใหม่ พลิกโฉมร้าน  D Watch Cafe ให้เป็น House of Orisโดยจำลองบรรยากาศบูติค Orisสวิตเซอร์แลนด์มาไว้ที่ใจกลางกรุงเทพฯ

  • นำนาฬิกาจาก 4 คอลเล็กชั่นหลักของพวกเขาอย่าง Culture Aviation Diving และ Motorsport มาจัดแสดงอย่างเต็มที่

  • ไฮไลท์เด่นของงานคือ การจัดแสดงOris Big Crown ProPilot X Calibre 115 ซึ่งถือเป็นนาฬิการุ่นเด่นในปีนี้ของแบรนด์เลยก็ว่าได้ โดยบ้านเรามีขายทั้ง 2 รุ่นสายไทเทเนียมและสายหนัง

ถ้าไม่นับนาฬิกาที่เป็นมรดกที่พ่อส่งต่อมาให้ Orisคือ นาฬิกาสัญชาติสวิสส์เรือนแรกที่ผมเก็บเงินซื้อด้วยตัวเอง และอีกเช่นกัน นาฬิการุ่น Pro Diver Chronograph ของพวกเขา คือ จุดเริ่มต้นที่ดึงความสนใจของผมจากโลกของนาฬิกาพลาสติกอย่าง G-Shock มาสู่โลกของนาฬิกากลไกอย่างเต็มตัว ดังนั้น ได้โปรดอย่าหาว่าผมมีใจเอนเอียง เพราะผมกับ Orisมีความสัมพันธ์ที่ดีในแง่ความรู้สึกของผู้ซื้อกับแบรนด์มามากกว่า 10 ปี และในเมื่อทาง Trocadero Time ผู้แทนจำหน่ายนาฬิกา Orisอย่างเป็นทางการในเมืองไทย เนรมิตพื้นที่ให้เป็น House of Oris เพื่อนำ 4 คอลเล็กชั่นหลักของพวกเขามาจัดแสดง…งานนี้มีหรือที่ Ana-Digi.com และผมจะพลาดในการเข้าไปเยี่ยมเยือน (ว่าที่) บูติคแห่งแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขา

บนพื้นที่ชั้น M ตรงช่วงทางเดินจากสยามพารากอนไปยังทางออกที่จอดรถและทางไปรร.สยามเคมปินสกี้ ปกติแล้ว ผมจะคุ้นเคยว่าแต่เดิมพื้นที่ตรงนี้คือที่ตั้งของ D Watch Cafe ซึ่งเมื่อก่อนนอกจากจะเป็นโชว์รูมสำหรับจำหน่ายนาฬิกาหลายแบรนด์ที่ทาง Trocadeo Time เป็นตัวแทนแล้วยังเป็นศูนย์ซ่อมนาฬิกาที่ได้มาตรฐานแห่งหนึ่งในเมืองไทย แต่สำหรับในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้ พื้นที่ตรงนี้ถูกปรับเปลี่ยนหน้าตาและตกแต่งภายในใหม่หมดเพื่อให้เป็น House of Orisโดยจำลองบรรยากาศบูติค Orisสวิตเซอร์แลนด์มาไว้ที่ใจกลางกรุงเทพฯ

แน่นอนว่าเมื่อเปิดประตูกระจกแล้วเดินเข้าไป คุณจะพบกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจากเดิม…โอ่อ่า ปลอดโปร่ง ดูเรียบๆ แต่หรูหรา สะอาดตา และเต็มไปด้วยนาฬิกาที่ถูกแยกออกเป็นคอลเล็กชั่นต่างๆ ของพวกเขา นี่คือ สัมผัสแรกที่ผมได้รับ โดยด้านในสุดจะเป็นเคาน์เตอร์สำหรับจัดวางนาฬิกาคอลเล็กชั่นต่างๆ ของ Orisที่ถูกแบ่งออกเป็น Culture Aviation Diving และ Motorsport

House of Oris

แม้ว่านาฬิกาที่นำมาจัดแสดงจะมีไม่ครบทุกรุ่นที่จำหน่ายในตลาดเมืองไทย แต่เท่าที่จากสายตาก็น่าจะมากกว่า 80% ของรุ่นที่มีขาย…เรียกว่าถ้าไม่มีรุ่นที่เล็งเอาไว้ในใจ แต่มาเดินเลือกดูเพื่อหาสักเรือน ถ้าคุณไม่ได้อะไรกลับไปสักอย่าง ต้องเรียกว่าใจแข็งเอามากๆ หรือไม่ก็ดันเลือกจังหวะไม่ดี มาเดินกับผบ.ที่บ้าน

จริงๆ แล้วในวันที่เราได้รับเชิญไปงานเปิดบ้านนั้น ทาง Trocadero Time วางแผนในการเปิดตัวรุ่นใหม่ของคอลเล็กชั่นทั้ง 4 ซึ่งถูกส่งเข้ามาเผยโฉมเป็นครั้งแรกในเมืองไทย แต่สุดท้ายแล้ว เชื่อว่าทุกคนน่าจะใจจดจ่ออยู่กับคอลเล็กชั่น ออฟ เดอะ เยียร์ของพวกเขาในปีนี้อย่าง Big Crown ProPilot X Calibre 115  จนอาจจะลืมรุ่นอื่นๆ ไปเลย และต้องบอกว่าฮ็อตมาก ถึงขนาดล็อตแรกที่เข้ามาถูกจับจองไปหมดเรียบร้อยแล้ว ใครอยากได้ก็ต้องเข้าคิวรอกันไปก่อน

ผมไม่แปลกใจเลยกับความฮ็อตของนาฬิการุ่นนี้ ดูในภาพก็ว่าสวยระดับหนึ่งแล้ว แต่เมื่อมาดูตัวจริง เรียกว่าสามารถสะกดสายตาและสัมผัสได้อย่างอยู่หมัดเลย และตามปกติแล้วสารภาพเลยว่าผมไม่ค่อยถูกจริตกับนาฬิกาแบบหน้าเปลือยหรือพวก Skeleton สักเท่าไร แต่กับ Big Crown ProPilot X Calibre 115 กลับรู้สึกอีกอารมณ์หนึ่งเลย หน้าปัดดูไม่ยุ่งและเยอะเหมือนกับ Skeleton ทั่วไป การจัดวางตำแหน่งของแต่ละหน้าปัดอยู่ในจุดที่ลงตัวและดูง่าย

ตัวเรือนขนาด 44 มิลลิเมตรผลิตจากไทเทเนียมออกแบบให้ดูล้ำสมัยนิดๆ แต่ยังคงกลิ่นอายบางอย่างของรุ่น Big Crown ProPilot เอาไว้ โดยเฉพาะอย่างขอบ Bezel ที่เป็นแนวหมุนเกลียวเหมือนกับลวดลสายของปลายท่อเครื่องบินเจ็ต ที่สำคัญเวลาขึ้นข้อแล้วลงตัวมาก ส่วนความเยี่ยมยอดอีกจุดคือกลไก Caliber 115 ที่พัฒนาขึ้นใหม่เป็นแบบไขลายและสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 10 วันเลยทีเดียว โดยราคาในเมืองไทยที่เปิดตัวออกมาอยู่ที่ 297,000 บาทสำหรับรุ่นสายไทเทเนียม แต่ถ้าเป็นรุ่นสายหนังจะอยู่ที่ 275,900 บาท

อีก 3 รุ่นที่เหลือซึ่งถือว่าเปิดตัวใหม่ในเมืองไทย คือ Aquis GMT Date ครั้งแรกของ Orisที่นำเอาฟังก์ชั่น GMT ประกอบเข้ากับนาฬิกาที่เปี่ยมประสิทธิภาพ รุ่น Aquis ด้วยวงแหวนขอบหน้าปัดหมุนได้สองทิศทางที่สลักมาตรเวลาแบบ 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถแสดงเวลาได้ถึง 3 ไทม์โซนพร้อมกันมีราคาอยู่ที่ 103,900 บาท โดยนาฬิกาเรือนนี้จะอยู่ในกลุ่มของ World of Diving หรือกลุ่มนาฬิกากันน้ำ ซึ่งถือว่า Orisมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในกลุ่มนี้มาก

ตามด้วยกลุ่ม World of Culture จะเป็นรุ่น Art Blakey Limited Edition ประมาติกรรมแห่งเรือนเวลาเพื่อเป็นเกียรติให้กับ Art Blakey นักตีกลองและผู้นำวงดนตรีแจ็สชาวอเมริกันระดับรางวัลแกรมมี่ สาขาศิลปินผู้ประสบความสำเร็จตลอดชีวิตการทำงาน ปี 2005 ผลิตขึ้นบนตัวเรือนรุ่นOris Artelier ซึ่งมีการผลิตออกมาเพียง 500 เรือน และราคาในบ้านเราอยู่ที่ 81,900 บาท

อีกเรือนมาไม่ทันวันที่เราไปเยี่ยมเยือนแต่มาจัดแสดงแน่ๆ ในภายหลัง คือ World of Motor Sport เป็นนาฬิกา Movember Edition รังสรรค์ขึ้นเพื่อสานต่อพันธกิจที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการร่วมมือต่อเนื่องเป็นปีที่สามกับ Movember องค์กรการกุศลชั้นนำของโลกด้านสุขภาพของบุรุษ เพื่อสร้างการตระหนักรู้และรณรงค์เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตของบุรุษเพศก่อนวัยอันควร โดยได้นำนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น Oris Chronoris มาผลิตเป็นรุ่นพิเศษ เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายสมทบทุนสนับสนุนองค์กรการกุศลนี้

นอกจากนาฬิกาแล้ว ยังมีอีก 3 สิ่งที่ถือว่าเป็นสีสันของ House of Oris อย่างแรก

House of Oris

คือ มาสค็อตใหม่ที่ทาง Orisนำมาจัดแสดงโดยเป็นพี่หมี หรือOris Bear น่ารักตัวโตที่ถูกส่งตรงมาจากสวิตเซอร์แลนด์ อย่างที่ 2 คือ VR หรือ Virtual Reality ที่เชิญชวนให้คุณเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง โดยเข้าไปนั่งอยู่ภายในกลไก Caliber 115 ของ Big Crown ProPilot X Calibre 115 และสามารถมองได้รอบชนิด 360 องศาทั้งด้านข้างและด้านบนลงล่าง แถมคุณยังสามารถถ่ายภาพร่วมกับ Oris Bear ด้วยนวัตกรรม AR – Augmented Reality ที่จะเปลี่ยนการถ่ายภาพนิ่งธรรมดาให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ ให้นำไปแชร์ผ่าน Social Media อวดความน่ารักได้อย่างง่ายดาย

ปิดท้ายกับสโลแกนใหม่ของ Orisในชื่อ ‘Go Your Own Way’ ที่จะเข้ามาแทนที่ ‘Real Watches for Real People’ ที่เราคุ้นเคยกันมานาน ซึ่ง Orisเปิดตัวสโลแกนนี้ออกมาพร้อมกับการ Rebrand ของตัวเองเมื่อต้นปี 2018 เพื่อสื่อถึงการเดินหน้าสู่ยุคใหม่ของพวกเขาในการเป็นผู้ผลิตนาฬิกาที่ยึดมั่นในเส้นทางการพัฒนานาฬิกาของตัวเองมาโดยตลอดเพื่อนำเสนอความประณีตศิลป์ของเรือนเวลาตามมาตรฐานและคุณภาพจากสวิสส์เช่นเดียวกับการเป็นแบรนด์อิสระที่นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโลกแห่งเวลาออกมาอย่างต่อเนื่อง

เอาเป็นว่าตอนนี้จนถึงปลายปีนี้ คุณยังมีเวลาในการเข้าไปเยี่ยมเยือน House of Oris เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่อย่างที่เราเล่ามาตั้งแต่ต้น ใครมีเวลาโดยเฉพาะแฟน Oris ตัวยง ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง

ANA-DIGI FACEBOOK Comments

Facebook Comments Sync