Tudor เพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับรุ่น Black Bay 54 ที่มีขนาดตัวเรือน 37 มิลลิเมตร ด้วยหน้าปัดและขอบตัวเรือนสีน้ำเงิน ซึ่งจะเข้ามาช่วยเสริมทัพในการทำตลาดกับสีทอง-ดำ ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2023 โดยตัวเรือนมีขนาด 37 มิลลิเมตรมาพร้อมกับทางเลือกในการทำตลาด 2 รุ่นย่อย คือ สายสตีล 3-Link หรือสายยาง และขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ MT5400 ที่มีความเที่ยงตรงระดับ Chronometer

Tudor Black Bay 54 สีสันใหม่แบบ All-Blue
-
การเพิ่มสีสันใหม่ให้กับคอลเล็กชั่น Black Bay 54 โดยมากับสีน้ำเงินทั้งบนหน้าปัดและขอบตัวเรือน
-
ตัวเรือนมีขนาด 37 มิลลิเมตรมาพร้อมกับสายสตีล 3-Link หรือสายยาง
-
ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ MT5400 ที่มีความเที่ยงตรงระดับ Chronometer
เป็นอีกรุ่นที่ Tudor ยังไม่ลืมในการทำตลาด เพราะหลังจากที่เปิดตัวออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี 2023 คอลเล็กชั่น Tudor Black Bay 54 แทบไม่มีความเคลื่อนไหวของรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดนอกจากรุ่นพิเศษ Blue Lagoon ที่เปิดตัวในปี 2025 และทำตลาดเพียงแค่ชั่วครู่ ซึ่งในตอนนี้ไม่มีอยู่ในเว็บไซต์ของ Tudor แล้ว โดยใน Watches and Wonders 2026 ทางแบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกา Tudor Black Bay 54 สีน้ำเงิน เพื่อเป็นอีกทางเลือกเพื่อเสริมทัพรุ่นหน้าปัดดำ

![]() |
![]() |
Tudor เผยโฉม Black Bay 54 ออกมาเพื่อเป็นอีกทางเลือกในการเสริมทัพจากรุ่น Black Bay 58 ที่มีขนาดตัวเรือน 39 มิลลิเมตร ในการรองรับความต้องการในแบบ Unisex และเป็นการทำให้คอลเล็กชั่น Black Bay มีทางเลือกของตัวเรือนที่หลากหลายขึ้นทั้ง 41, 39 และ 37 มิลลิเมตร โดยรุ่น 54 เป็นการอ้างอิงดีไซน์และไซส์ของนาฬิการุ่น Oyster Prince Submariner Ref.7922 ที่คลาสสิคของแบรนด์ซึ่งเปิดตัวในปี 1954 โดยในช่วงแรกมีทำตลาดด้วยรุ่นเดียวคือ สีดำ-ทอง
สำหรับรุ่นใหม่นี้เป็นแบบ All Blue เพราะทั้งหน้าปัดและขอบตัวเรือนมากับสีฟ้าเข้ม ซึ่งตามปกติแล้ว นาฬิกา Black Bay ส่วนใหญ่จะมาในแบบทูโทน คือ หน้าปัดและขอบตัวเรือนคนละสี โดยในรุ่นนี้หน้าปัดแบบทรงโดมมีการใช้สีฟ้าอ่อนที่สวยงามพร้อมการขัดแบบซันเรย์เพื่อทำให้สามารถเล่นแสงได้อย่างสวยงาม ขณะที่หลักชั่วโมง และชุดเข็มมีการแต้มด้วยสารเรืองแสง SuperLuminova สีขาวเข้ากันได้เป็นอย่างดี และนาฬิกามากับ 2 ทางเลือก คือ
-
รุ่นสายสแตนเลสสตีล 3-Link (Ref. M79000B-0001): ราคา 156,800 บาท
-
รุ่นสายยาง (Ref. M79000B-0002): ราคา 148,600 บาท
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
โดยทั้งคู่มาพร้อมกับบานพับแบบ T-Fit ที่สามารถปรับละเอียดเพื่อให้สามารถรัดกระชับกับทุกขนาดข้อมือได้อย่างพอดี โดยบานพับรุ่นนี้มากับกลไกปรับสายได้อย่างรวดเร็ว ระบบที่ใช้งานง่ายนี้ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือใดๆ โดยมีให้เลือก 5 ตำแหน่ง ทำให้ผู้สวมใส่สามารถปรับแต่งความยาวสายได้อย่างละเอียดในทันทีตลอดทั้งเส้นตามช่วงระยะการปรับเพิ่ม 8 มิลลิเมตร
![]() |
![]() |
สิ่งที่แตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับไซส์ 41 และ 39 คือ ขอบอินเสิร์ตแบบอะลูมิเนียมในรุ่น 37 มิลลิเมตรจะไม่มีขีดย่อยในช่วงสเกลจับเวลาระหว่าง 0-10 เหมือนกับ 2 รุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า เพื่อให้อารมณ์แบบวินเทจอย่างเต็มที่
![]() |
![]() |
กลไกอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนในนาฬิการุ่นนี้เป็นรหัส MT5400 In-House Calibre ที่ผลิตจากโรงงานใน Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีความเที่ยงตรงในระดับ Chronometer จากการทดสอบของสถาบัน C.O.S.C. โดยมีกำลังสำรอง 70 ชั่วโมง และยังคงความสามารถในการกันน้ำระดับ 200 เมตรเหมือนเดิม
Tudor Black Bay 54 มีราคาอยู่ที่ 148,600 บาทสำหรับรุ่นสายยาง และ 156,800 บาทสำหรับรุ่นสายสตีล
รายการละเอียดทางเทคนิค : Tudor Black Bay 54
-
ตัวเรือน:สแตนเลสสตีลขนาด 37 มม. พร้อมผิวสัมผัสแบบขัดเงาและซาติน
-
ความหนา: 11.2 มิลลิเมตร
-
ความกว้างขาสาย: 20 มิลลิเมตร
-
กระจกคริสตัล:คริสตัลแซฟไฟร์ ทรงโดม
-
กลไก:คาลิเบอร์ MT5400 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง (ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก COSC) กลไกลานอัตโนมัติพร้อมระบบโรเตอร์หมุนได้สองทิศทาง
-
ความเที่ยงตรง:สวิสโครโนมิเตอร์ที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการโดย COSC (สถาบันควบคุมความเที่ยงตรงอย่างเป็นทางการจากสวิตเซอร์แลนด์)
-
ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz)
-
กำลังสำรอง:ประมาณ 70 ชั่วโมง
-
การกันน้ำ: 200 ม. (660 ฟุต)
Fanpage : https://www.facebook.com/anadigionline/
YouTube Channel : https://www.youtube.com/channel/anadigionline






















