Rado Captain Cook MK III คืนชีพลุยตลาดทรงคลาสสิค

0
761

ชื่อของ Captain Cook มีความคลาสสิคสำหรับแฟนๆ Rado เสมอ และในตอนนี้พวกเขาปัดฝุ่นนำรุ่น MK III กลับมาผลิตใหม่และลุยตลาดอีกระลอก

Rado Captain Cook MK III
Rado Captain Cook MK III คืนชีพลุยตลาดทรงคลาสสิค

Rado Captain Cook MK III คืนชีพลุยตลาดทรงคลาสสิค

  • Rado ปัดฝุ่นนำ Captain Cook MK III กลับมาลุยตลาดอีกครั้ง
  • ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียม Grade 5 พร้อมกลไก ETA
  • ตอนนี้มีขายเฉพาะห้าง Macy’s ในสหรัฐอเมริกา
- Advertisement -

หลังจากปัดฝุ่นนำชื่อ Captain Cook ที่เคยโด่งดังในช่วงทศวรรษที่ 1960 กลับมาอีกครั้ง ในตอนนี้ทาง Rado ได้เปิดตัวเวอร์ชันใหม่ของนาฬิกาในคอลเล็กชั่นนี้ออกมาเพื่อกระตุ้นตลาดระลอกใหม่กับตัวเรือนแบบทรงถังเบียร์ โดยจะใช้ชื่อในการทำตลาดว่า Captain Cook MKIII

นาฬิกาเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรูปทรงสุดคลาสสิคที่เปิดตัวออกสู่ตลาดในช่วงปี 1962 โดยจะเป็นทรงป่องกลางไม่มีขาสายคล้าย กับทรงถังเบียร์ หรือ Tonneau แต่ออกแนวป้อมกว่า โดยในรุ่นใหม่จะมากับตัวเรือนที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 46.8 มิลลิเมตร และ Lug to Lug 48.3 มิลลิเมตร และหนา 13.9 มิลลิเมตร

ตัวเรือนใช้ไทเทเนียม Grade 5 เป็นวัสดุหลักในการผลิต และตัวเรือนมีการยิงทรายเพื่อความเข้มและดุดัน สำหรับเม็ดมะยมที่อยู่ในตำแหน่ง 2 นาฬิกานั้นจะเป็นตัวสำหรับใช้ปรับขอบสเกลด้านในที่สามารถหมุนได้ เพื่อใช้ในเรื่องของการจับเวลา ส่วนตำแหน่ง 3 นาฬิกาก็ทำหน้าที่ในแง่ของการปรับเวลาหลัก ซึ่งทั้ง 2 ส่วนเป็นแบบขันเกลียว ผลิตจากไทเทเนียม และมีการเคลือบ PVD ให้เงาขึ้นเพื่อความเด่นจากตัวเรือน

การเล่นสีของนาฬิกาจะเน้นการตัดกันอย่างลงตัวระหว่างดำ-ขาว-เหลือง:ซึ่งช่วยให้หน้าปัดและเข็มดูสวยงามและโดดเด่น ส่วนบนหน้าปัดอาจจะแตกต่างจากนาฬิกาดำน้ำทั่วไปที่มักจะระบุตัวเลขกลมๆ เช่น 200 หรือ 300 แต่สำหรับ Rado Captain Cook MK III จะเขียนเอาไว้ว่า 220 เมตร หรือ 22 บาร์ ขณะที่กระจกจะเป็นแบบยกสูงขึ้นมาและมีเหลี่ยมนิดๆ หรือ Box Section Sapphire พร้อมเคลือบสารกันการสะท้อนแสงเอาไว้ทั้ง 2 ฝั่ง

กลไกที่วางจะเป็น ETA C07.621 ซึ่งอยู่บนพื้นฐาทนการพัฒนาของ 2836-2 แต่ขยับความสามารถในการสำรองพลังงานขึ้นมาเป็น 80 ชั่วโมง เดินด้วยความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง หรือ 3Hz

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงอยากจะได้แล้ว แต่ข่าวร้ายสำหรับตอนนี้ ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยว่า จะมีขายเฉพาะในห้าง Macy’s ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยอยู่ที่ราคา 2,550 เหรียญสหรัฐฯ หรือราวๆ 74,000 บาท ส่วนตลาดแห่งอื่นๆ ต้องรอลุ้นว่าจะตามออกมาขายด้วยหรือไม่ แต่แว่วว่า อาจจะมี แต่ช้ากว่าอีกนิดหน่อยอาจจะค่อนมาทางปลายปีนี้

ANA-DIGI FACEBOOK Comments

Facebook Comments Sync