ทำไม Hamilton ODC-X03 ต้องเป็นดาวพฤหัส ?

0
62

ตอนที่เห็นนาฬิกาเรือนนี้ของ Hamilton คำถามที่ตามมาคือ ทำไมต้องเป็นดาวพฤหัสบดี วันนี้เราหาคำตอบมาคลายความสงสัย (ของผม) ให้แล้ว

 ทำไม Hamilton ODC-X03 ต้องเป็นดาวพฤหัส ?
ทำไม Hamilton ODC-X03 ต้องเป็นดาวพฤหัส ?

ทำไม Hamilton ODC-X03 ต้องเป็นดาวพฤหัส

- Advertisement -

 ถ้าพูดถึงดาวเคราะห์ดวงที่ 5 ในระบบสุริยะจักรวาลของเราอย่างดาวพฤหัสบดี (Jupiter) คุณจะนึกถึงอะไร ?

ดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาลของเรา

ภาพยนตร์เรื่อง 2001 : Space Odyssey ของยอดผู้กำกับผู้ล่วงลับอย่าง Stanley Kubrick

Great Red Spot จุดแดงใหญ่ที่ว่ากันว่ามันคือพายุขนาดใหญ่ที่พัดมานานถึง 350 ปี ซึ่งหลายเป็นเอกลักษณ์ของดาวยักษ์ดวงนี้พอๆ กับที่พูดถึงดาวเสาร์ต้องมีวงแหวน

และอีกคำตอบสำหรับผมในตอนนี้คือ Hamilton ODC-X03

แน่นอนว่าคนที่ได้เห็นหน้าตาของนาฬิกาเรือนนี้เป็นครั้งแรก สิ่งที่จะต้องถามคือ มันมีความเกี่ยวพันอะไรกับดาวพฤหัสบดี ถึงขนาดต้องมีดาวดวงนี้จัดวางอยู่บนหน้าปัด ? ซึ่งผมเองก็สงสัยเช่นกัน และสุดท้ายก็ต้องไปหาคำตอบให้กับตัวเองจนกระทั่งร้องอ๋อขึ้นมา

จริงอยู่ที่ ODC-X03 ได้รับการออกแบบโดย นาธาน ครอว์ลี (Nathan Crowley) ผู้ออกแบบฝ่ายการผลิต (โปรดักชั่นดีไซน์เนอร์) ระดับมือทอง ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึงสามครั้ง เคยฝากผลงานเนรมิตฉากต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่อง Interstellar  ที่สะกดสายตาของผู้ชมราวกับพวกเขาได้ร่วมเดินทางไปยังอีกจักรวาล ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ Hamilton ก็ส่ง Khaki Pilot Day-Date เข้าไปประจำการอยู่บนข้อมือของ Matthew McConaughey แต่นาฬิการุ่นนี้ก็เป็น Collection ที่ถูกผลิตต่อเนื่องมาจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่ง Hamilton ผลิตนาฬิกาออกมาฉลองวาระครบ 30 ปีของภาพยนตร์เรื่อง 2001 : Space Odyssey

ในแง่งานดีไซน์ของ ODC-X03 ซึ่งเป็นตัวเรือนทรงหกเหลี่ยมผลิตจากไทเทเนียมและเคลือบ PVD มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 52 มิลลิเมตร และ Lug-to-Lug 49 มิลลิเมตร บวกกับรายละเอียดบนหน้าปัดตัวเรือนที่มีเส้นแถบเชื่อมเข้ากับหน้าปัดหลักแสดงเวลานั้น ว่ากันว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานีอวกาศ Endurance

ODC-X03 มาพร้อมกับฟังก์ชั่นในการแสดงเวลา 3 โซนเวลา ผ่านทางกลไก 3 ชุด โดยชุดแรกสำหรับแสดงเวลาหลัก หรือ Local Time เป็นกลไกอัตโนมัติรหัส ETA2671 และอีก 2 ชุดสำหรับแสดงเวลาอีก 2 โซนเวลาคือ UTC และ Home เป็นเครื่องควอตซ์ ETA 901.001 โดย 2 ชุดนี้จะมีแค่เข็มชั่วโมง และเวลาจะดูเวลาก็ใช้เข็มนาทีร่วมกับหน้าปัดหลัก Local

การออกแบบทุกรายละเอียดล้วนแต่ชวนให้ผู้ที่ได้สวมใส่นึกถึงความเป็นยุคอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นวงแหวนรอบหน้าปัดย่อยชุบกัลวาไนซ์สีดำ ไปจนถึงซีลหรือหมุดเองก็ยังล้วนแต่สะท้อนถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับจากยาน Endurance เม็ดมะยมแบบบานพับถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถพับเก็บได้อย่างเรียบแนบสนิทไปกับตัวเรือน

หน้าปัดของเรือนเวลา ODC X-03 ประกอบด้วยหน้าปัดย่อย 3 วงล้อมรอบดาวพฤหัสบดี เพื่อคารวะต่อผลงานภาพยนตร์ระดับ Blockbuster ของ Kubrick นั้นต้องใช้กระบวนการมากกว่า 120 ขั้นตอนซึ่ง Hamilton ได้เลือกใช้เทคโนโลยีล่าสุดอย่างการพิมพ์แบบสามมิติและการแกะสลักด้วยเลเซอร์เข้ามาตอกย้ำความเป็นเรือนเวลาแห่งอนาคตได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ขณะที่ด้านหลังตัวเรือนเป็นแบบเปลือยโดยมีกระจก Sapphire ครอบอยู่ และมองเห็นแผ่นโลหะที่มีการสลักข้อมูลต่างๆ ของดาวพฤหัสบดี เช่น ขนาด อุณหภูมิ เรือนเวลา ODC X-03 มาพร้อมกับสายผ้าเย็บบุสายด้านในด้วยหนังเพื่อมอบความกระชับสมแก่ข้อมือของผู้สวมบทนักบินอวกาศ

เอาละอ่านมาถึงตรงนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่ามันเกี่ยวอะไรกับดาวพฤหัสล่ะ ?

คำตอบคือ ดาวพฤหัสมีความเกี่ยวพันกับภาพยนตร์เรื่องหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นของนาฬิกาตระกูล ODC นั่นคือ 2001 : Space Odyssey ซึ่งออกฉายในปี 1968 ภาพยนตร์เรื่องนี้ทาง Hamilton เข้าไปมีส่วนในการผลิตนาฬิกายุคหน้าเพื่อเข้าฉากซึ่งเป็น Custom Made สำหรับส่งให้นักบินอวกาศในเรื่องนี้ใส่ และเป็นภาพยนตร์อวกาศเรื่องแรกทื่ Hamilton เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และก็เป็นเรื่องสุดท้ายที่นาฬิกา Hamilton เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกของภาพยนตร์แล้วหายหน้าไปนานร่วม 25 ปี ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในปี 1993

ตามท้องเรื่อง 2001 : Space Odyssey ดาวพฤหัส คือ ดาวที่มีหินที่เรียกว่าโมโนลิธแบบเดียวกับที่พบบนโลก จนทำให้มีการส่งยาน Discovery 1 (ซึ่งเราเชื่อว่า ODC น่าจะเป็นการเล่นคำที่พ้องเสียงกับ Odyssey ของชื่อหนัง) ออกไปสำรวจในปี 2001 เพื่อหาคำตอบว่าทำไมโลกถึงมีแท่งหินแบบเดียวกับดาวดวงนี้ (ส่วนนิยายดั้งเดิมของ Arthur C Clarke พูดถึงหินก้อนนี้ว่าอยู่ในดาวเสาร์)

ในปี 2006 วาระของการฉลองครบรอบเกือบๆ 40 ปีของภาพยนตร์เรื่องนี้ทาง Hamilton ได้เริ่มนำคอลเล็กชั่น ODC ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ 2001 : Space Odyssey มาเปิดตัวออกสู่ตลาดกับรุ่น X-01 พร้อมกับได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วโลก เพราะเป็นการผลิตนาฬิกาที่มีรูปแบบเดียวกับในภาพยนตร์ จากนั้นในปี 2009 ก็เปิดตัวรุ่น X-02 ออกมาอีก 1,000 เรือน

แน่นอนว่าในวาระของการฉลองครบเกือบๆ 50 ปีเมื่อปี 2016 นั้น X-03 ก็ถูกส่งออกมาพร้อมกับแนวคิดที่ถูกผสมผสานระหว่างภาพยนตร์ 2 เรื่องที่แม้ว่าจะต่างยุค แต่ทั้งคู่ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นมหากาพย์แห่งภาพยนตร์อวกาศ และที่สำคัญคือ Hamilton เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของการสนับสนุนนาฬิกาเพื่อเข้าฉาก

ที่สำคัญในบ้านเราใครที่สนใจนาฬิการุ่นนี้แว่วข่าวว่ามีเข้ามาด้วยกัน 10 เรือนจากจำนวนการผลิตทั้งหมด 999 เรือนทั่วโลก ใครที่สนใจก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ขนาดตัวเรือน 49 มม. x 52 มม.
วัสดุตัวเรือน ไทเทเนียมเคลือบ PVD สีดำ
หน้าปัด หน้าปัดพิมพ์แบบสามมิติรูปดาวพฤหัสบดีพร้อม 3 หน้าปัดย่อยในสีดำและขาว
เข็มนาฬิกา เข็มทรงแท่งเคลือบสีเทาด้าน เข็มวินาทีเคลือบแลคเกอร์สีส้ม
สาย สายผ้าสีดำ บุด้านในด้วยสายหนังผสมยาง พร้อมชุดหัวสายแบบเข็มขัดทำจากไทเทเนียมเคลือบ PVD สีดำ
เครื่อง

 

กลไกระบบขึ้นลานอัตโนมัติรหัส ETA 2671  และกลไกระบบควอตซ์รหัส ETA 901.001 จำนวน 2 เครื่อง สามารถบอกเวลาได้ 3 เขตเวลา
คริสตัล แซฟไฟร์พร้อมเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้ง 2 ด้าน
ความสามารถในการกันน้ำ 10 บาร์ (100 ม.)
ลิมิเต็ด เอดิชั่น 999 เรือนทั่วโลก
ราคาขายปลีก 133,500 บาท

ANA-DIGI FACEBOOK Comments

Facebook Comments Sync